ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกลุ่มเว็บบอร์ด > กระดานสนทนาบ้านสวนพีระมิด ขอเชิญเพื่อนๆสมาชิกทุกท่านร่วมการสนทนาตั้งกระทู้ ถาม-ตอบ ได้ที่นี่ > คุณประโยชน์ของการนึกถึงความตาย

คุณประโยชน์ของการนึกถึงความตาย


   1.เป็นการเจริญวิปัสสนาญาณชั้นยอด ความตาย

 คือ อนัตตา การแตกแยกสูญสลายทำให้จิตมีปัญญา

 ชาญฉลาด ตัดขาดจากกิเลส โลภ โกรธ หลงได้ง่าย ๆ

 เพราะนึกถึงความตายก็ไม่รู้จะหลงอะไรกันต่อไปอีก

 เราก็ตาย เขาก็ตาย

   2.คิดถึงความตายทำให้รีบเร่งทำคุณงามความดี

 มีศีล มีสมาธิ มีปัญญาเพื่อจะได้ไปนิพพานไม่ต้อง

 กลับมาเกิด ตายกันอีก

 3.ผู้ที่นึกถึงความตาย ไม่ต้องการเกิดเป็นคน เทวดา

พรหม พอใจในพระนิพพาน ทำจิตว่างจากการเกิด

ท่านมีหวังเข้าถึงพระนิพพานในชาตินี้ได้แน่นอน

   แม้แต่องค์พระสยัมภูศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

ท่านก็ทรงระลึกนึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้า 

ออกดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสกับท่านพระอานนท์

ไว้ว่า "อานันทะการนึกถึงความตายวันละ 7 ครั้ง 

ยังห่างมากนัก ตถาคตเองนึกถึงความตายทุกลม

หายใจเข้าออก ดังนั้นพวกเราพุทธบุตร ควรระลึก

ถึงความตายทุกลมหายใจดังเช่นพระบรมศาสดา

ในไม่ช้าเราก็พ้นทุกข์ เจริญรอยตามพระผู้มีพระ

ภาคเจ้าทรงสอนไว้

(ธรรมประทานพร เล่ม 5 คุณเกษร สุทธจิต จันทร์ประภาพ)



ผู้ตั้งกระทู้ สมจิต โพธิ์นิล (shindo_ploy-at-hotmail-dot-com) กระทู้ตั้งโดยสมาชิก โพสต์และแสดงความเห็นเฉพาะสมาชิกเท่านั้น :: วันที่ลงประกาศ 2011-09-16 15:35:38


[1]

ความเห็นที่ 1 (1571367)

 กรรมฐานที่ 27 มรณานุสสติ

มรณานุสสติ เป็นการภาวนาระลึกนึกถึงความตาย

ไว้เป็นอารมณ์มองเห็น คน สัตว์ ตัวเองก็ต้องตาย

กันหมดทั้งโลก ไม่มีใครอยู่ยงคงกระพันแม้แต่องค์

พระโลกนาถศสสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีทั้งฤทธิ์เดช

เป็นผู้วิเศษกว่าใคร ๆ ในโลก ในสวรรค์ ในพรหม

ท่านก็ต้องตาย นับประสาอะไรกับร่างกายเราจะหนี

ความเจ็บป่วย ความตายพ้น

ความตายมี 4 อย่าง

1. สมุจเฉทมรณะ ความตายจากกิเลสตัณหา อุปาทาน

ของพระอรหันต์ ท่านจบกิจแห่งพรหมจรรย์หมดกิเลส

เป็นสมุจเฉทประหาน คือ การตายของพระอรหันต์ ท่าน

ไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว เป็นการตายขาด

ตอนไม่เกิดอีกแล้ว

2.ขนิกมรณะ คือการตายของคน สัตว์ทุกวันนี้ ตายเล็ก 

ตายน้อย ตายจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ ตายจากวัยผู้ใหญ่เข้า

วัยชรา ชีวิตเคลื่อนไป ตายตลอดเวลา ทุกลมหายใจเข้า

ออก ถ้าไม่มีลมหายใจใหม่ อาหารใหม่ น้ำใหม่ ต่อเติม

เลี้ยงร่างกาย ร่างกายก็เหี่ยวแห้งตายไป ร่างกายอยู่

รอดได้ทุกวันนี้เพราะมีอากาศ ลมหายใจ น้ำ อาหาร

ใหม่เข้าไปแทนที่ อากาศเก่า น้ำเก่า อาหารเก่า ที่สูญ

เสียหมดไป

3.กาลมรณะ คือ หมดอายุขัย ตายวัยชราแล้วจิตวิญ

ญาณไปรับเสวยผลบุญ ผลบาปทันทีที่ตาย

4.อกาลมรณะ คือ ตายก่อนถึงวาระเวลาที่ต้องตาย

ตายเพราะบาปกรรมมาตัดรอน ตายเพราะภัยธรรม

ชาติ ตายเพราะสงคราม ตายเพราะโจรผู้ร้าย ตาย

เพราะโรคระบาด ตายเพราะโดนระเบิด โดยเฉพาะ

สมัยนี้มีการทำลายล้างตายกันง่าย ๆ ตามข่าวโทร-

ทัศน์ ตายฉับพลันทันใด เครื่องบินตกตาย รถทับ

ตาย และตายอีกมากมาย บรรยายไม่จบ ตายแบบนี้

เรียกว่า ตายโหง พวกนี้ตายโดยไม่ทันรู้ตัว ตกใจ

ตายจิตวิญญาณออกจากร่างกายก็กลายเป็นผี

สัมภเวสีเร่ร่อนพเนจรไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีบ้าน ไม่มี

ไม่มีอาหาร มีแต่ความหิวโหยติดต่อญาติ คนรักก็

ไม่รู้เรื่องกัน ก็ต้องเป็นผีรออยู่จนถึงวาระที่ต้องตาย

ตอนเป็นคน จึงจะได้ไปเสวยผลบุญผลบาปตอนที่

ทำไว้เมื่อสมัยเป็นคน

(ธรรมประทานพรเล่ม 5 โดยคุณเกษร สุทธจิต จันทร์ประภาพ)

ผู้แสดงความคิดเห็น สมจิต โพธิ์นิล (shindo_ploy-at-hotmail-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2011-09-16 17:01:36


ความเห็นที่ 2 (1571839)

 

ขออนุโมทนาบุญด้วยค่ะ สาธุ

ผู้แสดงความคิดเห็น รัตนา จันทร์อ่อน (pouging1-at-yahoo-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2011-09-17 14:32:28


ความเห็นที่ 3 (1597842)

 ขอบอนุมโทนาบุญ ด้วยนะคะ ที่นำความรู้ดีๆ มาเผยแพร่

สาธุ

ผู้แสดงความคิดเห็น วิลาสินี วิริยพิสุทธิ์ (wwiriyapisut-at-gmail-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-02-16 20:53:53


ความเห็นที่ 4 (1612870)

การนึกถึงความตาย

คือ

การปฏิบัติธรรมที่ง่ายได้ผลรวดเร็ว

เป็นการแยกกายออกจากจิตอย่างง่าย ๆ

คือ

ร่างกายตายแน่ เพราะร่างกายเป็นของปลอม

จิตเราเป็นของจริงมาอาศัยร่างกายชั่วคราวเท่านั้น

ร่างกายตายแล้วจิตเราจะไปไหน

ให้ตั้งใจไปนิพพานกันดีกว่า

กิเลสตัณหามีมากมายหลายชนิด

พระผู้มีพระภาคเจ้าสรุปเอาไว้ 10 อย่าง

คือ สังโยชน์ 10 กิเลสที่ร้อยรัดมัด

คน สัตว์

แน่นมิให้มีความสุข สรุปใหญ่ ๆ

คือ

รัก โลภ โกรธ หลง

ถ้าละกิเลสตัวใหญ่

คือ

ให้เห็นว่าร่างกายเป็นเพียงโรงแรม

ที่จิตเรามาอาศัยชั่วคราว

จ่ายค่าเช่าแพงลิบ

ด้วยการดูแลโรงแรมกาย

ไม่ให้สกปรกเหม็นเลอะเทอะ

คือความทุกข์ยากลำบาก

แต่ร่างกายก็ไม่เป็นไปตามความต้องการของจิต

มีแต่ความเหม็นเน่า เสื่อมสลาย ผุพังตลอดเวลา

ต้องการอาหาร น้ำ อากาศ

เติมให้แล้วถ่ายออกมา

เป็นสิ่งสกปรกโสโครกเหม็นเน่า เหม็นคาว

จากหนังสือธรรมประทานพรเล่ม 5

ผู้แสดงความคิดเห็น สมจิต โพธิ์นิล (shindo_ploy-at-hotmail-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-05-29 12:18:22


ความเห็นที่ 5 (1613012)

จริงด้วยเนอะ แทนที่พวกเรา

จะนึกถึง "ความตาย"

กันให้ได้ตลอดเวลา

 

แต่ที่ไหนได้ วันๆนึง

เราเอาเวลาส่วนใหญ่

ไปนั่งนึกถึงแต่เรื่อง

"การอยู่ การกิน"

เพื่อบำรุงกายเน่าๆนี้

แทบจะไม่ว่างเว้นเลยทีเดียว

 

อนุโมทนากับพี่สมจิตด้วยค่ะ

สาธุ

ผู้แสดงความคิดเห็น ชนิดา เชิงสะอาด/CHANIDA ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-05-30 05:42:41


ความเห็นที่ 6 (1613126)

 อนุโมทนาด้วยค่ะคุณสมจิตกับธรรมะดี

ฝีกกะเทาะกิเลสหนาๆไม่ง่ายเลยนะเนี่ยขนาดนึกก่อนจะนอน

บางทีถ้าไม่ลืมนึกก่อนลุกจากที่นอนได้พักเดี่ยวจิตโลดหากิเลส

กันแล้ว แต่อย่างไงก็ตามได้เจอครูบาอาจารย์ดีเช่นอ.อุบลแล้ว

ก็ขอปฏิบัติตามให้ถึงโสดาบันให้ได้ในชาตินี้ก็แล้วกันเนอะ สาธุ.. 

ผู้แสดงความคิดเห็น ฉันทนา ชูนุ่น (coffe-dot-i-joker-at-hotmail-dot-com) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2012-05-30 15:58:40



[1]


Copyright © 2010 All Rights Reserved.