ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกลุ่มเว็บบอร์ด > ห้องข่าวสารประชาสัมพันธ์ และประชาสัมพันธ์บอกบุญ บ้านสวนพีระมิด > ปริศนาแดนมหัศจรรย์

ปริศนาแดนมหัศจรรย์


ที่ผมตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา ไม่ใช่ว่ามีคำตอบนะครับ เพราะหาคำตอบยังไม่ได้นี่แหละครับถึงตั้งได้ตั้งกระทู้ขึ้นมา 5555

ไม่ทราบว่าคนอื่นจะเป็นเหมือนผมไหม ที่สงสัยอะไรหลายๆอย่างในบ้านสวนพีระมิด ที่สงสัยไม่ใช่ว่า สงสัยในทางที่ไม่ดีนะ แต่ว่าสงสัยว่า

ทำไมบ้านสวนพีระมิดจึงสามารถสร้างปรากฏการณ์สะท้านโลก ที่ไม่เคยเจอที่ใดมาก่อน ผมคิดมานานว่า ในเมื่อบ้านสวนพีระมิดนั้นก็ใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้าเหมือนกับที่อื่นๆ แต่ทำไมที่อื่นๆที่ทราบมาไม่ว่าที่ใดในโลก ก็ไม่สามารถทำได้เหมือนบ้านสวนพีระมิด

บ้านสวนพีระมิดสร้างสิ่งมหัศจรรย์ที่สุดๆและคาดไม่ถึง ทำแบบง่ายมาก อยากบอกว่า ง่ายเกินไป จนดูไม่ขลังเอาซะเลย ให้ตายเหอะโรบิ้น แต่ทำไมผลลัพธ์ที่ออกมามันอัศจรรย์จนกระทั่งไม่กล้าบอกใครเลย

เลยขอตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาเพื่อเขียนระบายสิ่งที่สงสัยและวิเคราะห์ปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ท่านใดว่างๆก็ช่วยกันวิเคราะห์ช่วยกันนะครับ เอาทีละปรากฏการณ์ที่ท่านคิดได้ว่า ทำไมถึงเกิดขึ้นได้และเป็นไปได้ด้วยเหตุผลอะไรกันแน่ จะได้สร้างธรรมทาน และช่วยให้ปัญญาแก่คนโง่ๆอย่างผมได้หายข้องใจสักทีเหอะน่า...



ผู้ตั้งกระทู้ ธนา อรุณภิญโญพล กระทู้ตั้งโดยสมาชิก โพสต์และแสดงความเห็นเฉพาะสมาชิกเท่านั้น :: วันที่ลงประกาศ 2013-01-23 15:12:24


[1]

ความเห็นที่ 1 (1650387)

สารภาพบาปแล้วหาย

ฮ่วยย!!! เมื่อปี2553เห็นรายการคุยไปแจกไปให้คนออกมาเล่าเรื่องบาปกรรมที่ตนเองเคยทำมา แล้วอาการเจ็บป่วยทั้งหมดที่เป็นมาก็หายต่อหน้าต่อตาแบบฉับพลันทันทีเลย

บอกตรงๆนะครับว่าเชื่อยากมาก จนกระทั่งผมได้มาเจอกับตัวเอง ขาที่เป๋มา30กว่าปี แค่ได้มาสารภาพบาป ทำบุญแรงกายขณะรอคิว ขาที่เป๋ก็หายฉับพลันทันที ไม่มีโอกาสให้เราอ้าปากค้างเลย แว๊กกกก....ผีหลอกกลางวันรึเปล่าเนี่ยยย

มันเป็นไปแล้วครับพี่น้อง แต่ผมเองก็พอศึกษาธรรมะมาบ้าง ก็อดคิดสงสัยไม่ได้ว่า ท่านอาจารย์อุบลเล่นของรึเปล่าน๊าาา หรือว่าเล่นกล หรือว่ามีของดีไรสักอย่างแน่นอน หรือแม้กระทั่งว่าได้อภิญญาขั้นสูงแน่ๆ

แต่ว่า เอ..ผมก็ไม่เคยเห็นใครทำแบบนี้ได้นะ ขาเป๋มากว่า30ปี กระดูกบิดไปหมดแล้วจะกลับมาเข้าตำแหน่งทันทีได้อย่างไร ยาก็ไม่ต้องกิน ไม่ต้องฉีด ไม่ต้องนวดอะไรทั้งสิ้น แค่พูดบาปกรรมที่เคยทำมาด้วยความสำนึกผิดและจะไม่กลับไปทำอีกแค่นั้น

แต่หากมองไปแล้ว สิ่งที่บ้านสวนพีระมิดกำลังทำอยู่นี่ ภาษาพระเขาเรียกว่า ปลงอาบัติ เป็นการพูดถึงสิ่งที่ท่านทำผิดต่อธรรมะวินัยต่อหน้าพระอื่นๆ

สิ่งที่บ้านสวนกำลังทำก็แบบเดียวกัน พูดบาปที่เคยก่อต่อหน้าคนอื่นๆและแถมออกทีวีด้วย วู้ๆๆๆ ดังใหญ่แล้ววว จ๊ากกก ดังแบบนี้จะดีเหยออ....อิอิ

แต่ทำไมก็ไม่เคยได้ยินว่าพระที่ปลงอาบัตินั้น ทำแล้วหายเจ็บป่วย หายพิการล่ะ

หากมองไปที่ศาสนาอื่น เช่น ศาสนาคริสต์เขาก็มีการสารภาพบาปคล้ายๆกันนะ แต่เขาทำในห้องลับกับบาทหลวงแค่สองคน แต่บ้านสวนนี่ Around the world เลย 555

แต่ก็ไม่เคยได้ยินเหมือนกันว่า คนในศาสนาคริสต์สารภาพบาปกับบาทหลวงแล้วหายโรค โชคดี มีเงินทอง เหมือนบ้านสวนพีระมิดเลย

แสดงว่าบ้านสวนนั้นต้องมีอะไรที่มากกว่านั้นแน่นอน ยิ่งหลังๆมานี่ อยากจะบ้าตายย...ไม่กล้าบอกใครเลย มีคนมาเขียนสารภาพบาปในเฟสบุ๊ค(Facebook :Baansuanpyramid) แล้วมาเล่ามากมายว่าหายโรคที่เป็นอยู่ทันที บางรายก็ดีขึ้นมากจนเกือบหาย สัมผัสได้อย่างชัดเจน

โอ๊ยยย...อะไรมันจะขนาดนั้นเนี่ยยย แสดงว่าการสารภาพบาปของบ้านสวนนี่ไม่ได้ขึ้นกับสถานที่สิ เพราะทำต่อหน้าจี้องค์เทพสฟิงซ์ก็ได้ ในเฟสบุ๊คก็ได้ ในเวปไซต์ก็ได้ หรือที่บ้านสวนพีระมิดก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอันนั้นชัดเจน

ตัดประเด็นเรื่องสถานที่ออกไปได้เลย

อืม เหลือเรื่องตัวบุคคลละทีนี้ เพราะพระปลงอาบัติด้วยกันเองก็ไม่หาย คนสารภาพบาปกับบาทหลวงในโบสถ์ก็ไม่หาย แต่คนมาสารภาพบาปแม้ว่าจะอยู่ที่ในเฟสบุ๊ค เวปไซต์ หรือที่บ้านสวนนั้นล้วนแต่ขึ้นตรงกับท่านอาจารย์อุบลทั้งสิ้น

เคยมีคนลองสารภาพบาปกับคนอื่นแล้วพิสูจน์ว่าหายหรือไม่ อันนี้ทำกันจะๆเลยที่บ้านสวนฯ ผลที่ออกมาก็คือไม่หาย

แสดงว่าตัวบุคคลคือ "ท่านอาจารย์อุบล" คือประเด็นหลักที่ทำให้คนหายโรคทันทีที่เขาสารภาพบาปด้วยจิตที่สำนึกแล้วไม่กลับไปทำอีก

แต่ว่า "ท่านอาจารย์อุบล" ทำไมถึงทำได้นี่สิ น่าสนใจ ท่านใช้เทคนิคอะไรที่ซ่อนอยู่หรือไม่คนถึงหายได้ต่อหน้าต่อตา ส่วนธรรมะนั้นผมไม่สงสัยเพราะเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้าล้าน%

ทำไม ท่านอาจารย์อุบล ทำได้แต่คนอื่นๆที่กล่าวมาแล้วเป็นตัวอย่างถึงทำไม่ได้ และที่อื่นๆในโลกนี้ก็ไม่เคยได้ข่าวว่าทำได้เช่นนี้มาก่อนในเรื่องการสารภาพด้วยแล้วหายทันที

ช่วยผมคิดหน่อยพี่น้องงงงง....

ผู้แสดงความคิดเห็น ธนา อรุณภิญโญพล ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-23 15:37:44


ความเห็นที่ 2 (1650391)

จ๊ากก บ่นคนเดียว งั้นเขียนเองต่อก็ได้ 5555

หากจะให้วิเคราะห์ต่อ ผมคิดว่าการสารภาพบาปแล้วหายนั้น เบื้องต้นธรรมะที่ท่านอาจารย์อุบลนำมาสอนก็คือบุญที่ส่งผลฉับพลันทันทีต้องประกอบไปด้วย 3ส่วนคือ

1. ศรัทธาต้องบริสุทธิ์ ไม่หวังผลแอบแฝง

2. วัตถุทานบริสุทธิ์ ของหรือปัจจัยที่นำมาต้องไม่เบียดเบียน ขี้โกงเขามาหรือได้มาแบบผิดๆ เช่น บุญแรงกายซึ่งเป็นบุญที่บริสุทธิ์มาก เป็นต้น

3.เนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์ อย่างบ้านสวนฯ ก็จะเป็น ในหลวงเพราะบุญทุกอย่างสร้างถวายในหลวง และท่านอาจารย์อุบลก็เป็นเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์เพราะได้พิสูจน์มากมายแล้วว่าทำบุญกับท่าน ผลก็เกิดทันทีเลย หายโรค ปัญหาคลี่คลายทันที เป็นต้น

ดังนั้นเมื่อได้บุญที่ยิ่งใหญ่บริสุทธิ์จากข้างต้นแล้ว ผลก็ต้องเกิดทันที แต่ แต่ แต่ว่า...

เราก็อุทิศบุญมาตั้งแต่เด็กจนโตขนาดนี้ก็ไม่เคยหายจนหายเจ็บเลย แล้วมันต่างกันยังไงล่ะ

หากให้ผมมองแล้ว การสารภาพบาปก็คือบุญธรรมทาน ซึ่งพระพุทธเจ้าบอกว่ามีอานิสงค์สูงสุด เพราะช่วยหยุดยั้งการประกอบกรรมของคนอื่น ยิ่งมาทำในเขตบุญด้วยก็ยิ่งทวีกำลังบุญมากขึ้น บวกกับบุญแรงกาย ปัจจัย สิ่งของที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

ทีนี้ผมมั่นใจว่าที่เราเคยอุทิศบุญเองแล้วไม่ได้ผล เพราะ

1.เราติดต่อเจ้ากรรมนายเวรเองไม่ได้

2.กำลังบุญที่เราทำไม่พอ หรือน้อยมาก เจ้ากรรมนายเวรเขาไม่เอา

3.เราทำไม่ถูกช่องทางหรือทำไม่เป็น

ทีนี้บุญที่เรามาทำกับบ้านสวนมีกำลังมากพอแล้ว เล่าเรื่องตนเองเป็นบุญธรรมทานและบุญอื่นๆรวมกัน ท่านอาจารย์อุบลนั้นสามารถสื่อกับพระพุทธองค์ ท้าวเวสสุวรรณ และเจ้ากรรมนายเวรได้ จึงสามารถเปิดช่องทางการสื่อสารสองทางได้โดยตรงคือ

ระหว่างเรากับเจ้ากรรมนายเวร โดยท่านอาจารย์อุบลเป็นสื่อกลาง แต่มั่นใจว่าต้องมีกลไกที่มากกว่านั้น

เพราะเวลาเราอุทิศบุญนั้น สัตว์นรกไม่มีทางได้รับผลบุญแน่ๆ ได้เฉพาะเปรตบางจำพวกหรือผีทั่วไปที่เป็นญาติพี่น้อง หรือเจ้ากรรมนายเวรที่เราเจาะจงให้ไป แต่หากอยู่นรกคงไม่สามารถส่งบุญไปถึงให้อนุโทนาบุญได้แน่นอน

วิบากกรรมก็ยังคงทำงานอย่างซื่อสัตย์ไปเรื่อยๆ ผมวิเคราะห์ว่า ท่านอาจารย์อุบลท่านเป็นลูกสาวท่านท้าวเวสสุวรรณ และท่านท้าวเวสสุวรรณนั้นเป็นผู้คุมบัญชีทั้งสามโลก ท่านยินยอมเท่านั้นเราจึงจะสามารถส่งผลบุญไปให้กับสัตว์นรกหรือภพภูมิใดๆก็ได้ตามที่เราต้องการ

ผมเคยเห็นตัวอย่างมากมายแล้วที่ท่านอาจารย์อุบลเบิกดวงวิญญาณสัตว์นรกที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของคนที่มาสารภาพบาป ภายใต้ความเห็นชอบของท่านท้าวเวสสุวรรณ และหากวิญญาณสัตว์นรกนั้นขึ้นมาจริง และได้รับบุญของคนๆนั้นแล้ว อาการที่เขาเป็นอยู่ต้องหายทันที และก็หายทุกกรณีที่ผ่านมาทำให้มั่นใจได้เลยว่า ท่านอาจารย์อุบลติดต่อท้าวเวสสุวรรณได้ล้าน%และเบิกวิญญาณขึ้นมาได้แน่นอน

แต่ก็ยังสงสัยต่อไปอีกว่า ท่านท้าวเวสสุวรรณและพญายมราชท่านมีอำนาจขนาดนั้นเลยหรืออย่างไร ที่จะลบบัญชีรายชื่อของเราออกจากขุมนรกต่างๆ หลังจากที่สารภาพบาป สำนึกและไม่กลับไปทำอีกแล้ว เพราะผลที่หายทันที เป็นเครื่องยืนยันว่า สิ่งที่ท่านอาจารย์อุบลบอกนั้นเป็นจริงทุกประการ

บาปกรรมนั้น ใครสร้างคนนั้นต้องได้รับ บาปลบกันไม่ได้ มีแต่เติมบุญไม่ให้บาปตามทันได้เท่านั้น

แต่ทำไมท่านอาจารย์อุบลถึงสามารถติดต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และลบรายชื่อแต่ละคนที่สำนึกแล้ว เลิกทำแล้ว ออกจากนรกได้ล่ะ...น่าคิดนะครับ ใครคิดออกช่วยผมด้วยย

ผู้แสดงความคิดเห็น ธนา อรุณภิญโญพล ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-23 16:06:17


ความเห็นที่ 3 (1650393)

เง้ออ อีกแว้วว ไม่มีใครส่งเสียง ง้านวิเคราะห์ต่อคนเดียวก็ด้ายยย 5555

หลายๆท่านที่ได้มโนมยิทธิ มาจากหลากหลายที่ทั่วประเทศไทย ต่างบอกตรงกันโดยที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนว่า เห็นพระพุทธเจ้าองค์พระปฐม และพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วอนันตจักรวาล ประทับเหนือศีรษะท่านอาจารย์อุบลตลอดเวลา

งั้นผมมั่นใจว่า ท่านท้าวเวสสุวรรณและพญายมราชนั้นหากจะลบบัญชีรายชื่อคนใดออกจากขุมนรกได้ต้องได้รับความเห็นชอบจากพระพุทธองค์แล้วอย่างแน่นอน หากไม่ได้รับพุทธานุญาติ ก็คงไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน

แต่ว่า...เริ่มแปลกๆอยู่ว่า ในเมื่อพระพุทธองค์ทรงเป็นผู้สอนเองว่า สัตว์โลกเกิดแต่กรรม และไม่มีผู้ใดหลีกพ้นกรรมของตนเองไปได้

แล้วทำไมท่านอาจารย์อุบลถึงสามารถทำได้ล่ะ การลบชื่อมนุษย์คนใดออกจากขุมนรกนั้นไม่ใช่เรื่องปกติอย่างแน่นอนที่ใครๆจะทำได้ ผมมั่นใจว่าแม้แต่พระพุทธองค์เองก็ทรงเข้าใจและยอมรับในกฏแห่งกรรมทุกๆพระองค์

แล้วนี่คือปรากฏการณ์อะไรกันแน่ เพราะที่ผ่านมามีการพิสูจน์เรื่องนี้กันหลายครั้ง ว่าหากมีการลบบัญชีรายชื่อของแต่ละคนในขุมนรกต่างๆที่เขายอมสารภาพบาปออกมาแล้ว สำนึกแล้ว ไม่กลับไปทำอีกก็จะได้รับการรายชื่อออกจากขุมนั้นทันที พิสูจน์โดยการรับสัมผัส ปิติ และอาการต่างๆที่เป็นอยู่ขณะนั้นต้องหายทันที แม้แต่ผมเองก็ได้รับสัมผัสเหล่านั้นกับตัวเองมาทุกครั้ง ท่านอื่นๆก็หายจากอาการที่เป็นอยู่โดยฉับพลันทันที ย่อมเป็นเครื่องการันตีว่าสิ่งที่ท่านอาจารย์อุบลบอกนั้น "จริง" ทุกประการ

กลไกที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการลบบัญชีบาปของแต่ละคนออกจากขุมนรกคืออะไรกันแน่?? เพราะที่ผ่านมา หลายๆคนที่สำนึกบาปแล้ว ก็ยังคงได้รับผลกรรม ป่วยปางตาย ทุกข์เจียนตายเช่นเดิม แต่นี่...ไม่ใช่ นี่คือบันทึกหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติเลยทีเดียว..

ผู้แสดงความคิดเห็น ธนา อรุณภิญโญพล ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-23 16:26:10


ความเห็นที่ 4 (1650400)

 อนุโมทนา ปริศนาแดนมหัศจรรย์ กับคุณธนาด้วยค่ะ

มันเหมือนฝัน ก็ยัง งงๆ ทั้งที่เคารพศรัทธาพระพุทธองค์ ท่านอาจารย์ เป็นชาวเกาะมาปีกว่าท่องดินแดนธรรมบ้านสวนพีระมิด (ยังอ่านไม่หมดเลย)

ตามคำสอน ตามธรรมทานญาติธรรม ดูรายการคุยไปแจกไป มันเหมือนหนัง มีปาฏิหารย์

ผู้เล่นตัวจริง ชื่อจริง นามสกุลจริง ป่วยจริง ทุกข์จนหาทางออกไม่ได้ ยอมทำตามธรรมคำสอนท่านอาจารย์อุบลทุกอย่าง   เช่น ตัว พี่ เอง ทำตามคำสอน เริ่มสวดมนต์ แผ่เมตตาสิ่งที่ได้มาคือความสุข สงบ ลูกก็มีปัญญาเรียนดีขึ้นทั้งสองคน 

และมันยอดมากเลยที่ท่านอาจารย์สอนธรรมผ่านเฟสบุ๊ค เปิดกว้างให้ทุกคนได้ลอง ขอให้เปิดใจกว้าง อย่าอ่านหรือคัดลอกข้อความบ้านสวนพีระมิดเพียงสั้นๆ แล้วไปตีความ ขอให้ใช้ปัญญา ใช้เวลาเพราะ ปรากฎการณ์บ้านสวนพีระมิด เป็นปริศนาแดนมหัศจรรย์ ดินแดนธรรม มีแต่ความเมตตา ความรักโดยปราศจากเงื่อนไข

ผู้แสดงความคิดเห็น สุระณี สิริมานุวัฒน์ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-23 18:26:56


ความเห็นที่ 5 (1650406)

ต่อครับ...

การสารภาพบาปในสิ่งที่ตนได้ละเมิดศีล5 ด้วยจิตสำนึก ไม่กลับไปทำอีก สามารถทำให้คนพ้นทุกข์ได้อย่างฉับพลันทันที

ในเมื่อดีขนาดนี้ วิเศษขนาดนี้ ขนาดคนเป็นมะเร็งอย่างอาจารย์วิลาศิณี จ.อยุธยา ก็หายทันทีในครั้งแรกที่มาร่วมบุญแรงกาย คุณเพชร เวปมาสเตอร์ที่เป็น SLE ก็หายจากโรคร้าย ชีวิตอยู่ดีมีสุข แล้วทำไมล่ะ....

ทำไม คนที่รู้ธรรมะพระพุทธเจ้าเรื่องศีล5มากมายทั่วประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระสงฆ์ พระอภิญญาทั้งหลายกลับไม่นำวิธีนี้ไปช่วยปลดเปลื้องทุกข์แก่ผู้คนล่ะ

- ท่านไม่รู้วิธีหรือ...อันนี้ตรงๆว่า ผมว่าท่านรู้นะครับว่าศีล5แต่ละข้อนั้นสำคัญอย่างไร หากผิดศีลชีวิตจะเป็นอย่างไร แต่ประเด็นคือ

หากสารภาพกับพระแล้ว หรือง่ายๆว่าสมาทานศีลนี่แหละ เราไปวัดทุกครั้งพระก็ให้เราสมาทานศีลเป็นภาษาบาลี ผมก็ไม่แน่ใจหรอกนะว่าผู้คนจะเข้าใจความหมายมะ หรือจำๆเอาที่เคยๆท่องกันมา แต่ที่บ้านสวนฯกลับไม่เคยสอนให้ท่องอย่างนี้ กลับเอาศีลห้าแต่ละข้อมาคุยกันตรงๆ พิสูจน์กันจะๆว่าชีวิตที่เส็งเค็ง ลำบาก มีโรคร้ายต่างๆเป็นเพราะละเมิดศีลข้อไหนมา หากเปลี่ยนทันที จะหายทันที

อุเหม่!! ดูเหมือนวิธีการต่างกันจะให้ผลที่ต่างกันลิบลับเลย แต่ไม่เป็นไรหรอก เอาเป็นว่า ตอนนี้หากเรารู้แล้วว่าการสมาทานศีลแบบบ้านสวนฯทำให้คนพ้นทุกข์ได้จริง

-พระท่านไม่รู้วิธีการนี้หรืออย่างไร

-หรือว่ารู้แต่ทำไม่ได้

ทำไมทำไม่ได้ล่ะ ก็ในเมื่อธรรมะจากพระพุทธเจ้าเหมือนกัน ฮ่วยย งง เด๊ะหนี่

ที่งงเพราะว่าที่ผ่านมาผมเองก็เคยมีโอกาสบำบัดพระที่ทุกข์ทรมานจากโรคที่ขาเดินแทบไม่ได้ ท่านก็มาหายด้วยวิธีการของบ้านสวนฯนี่แหละ ท่านก็ดีใจแกมแปลกใจว่ามีแบบนี้ด้วยเหรอ อ้าวว แบบนี้ผมก็หมดหวังสิครับ นึกว่าพระท่านรู้วิธีการนี้ซะอีก

แปลกครับ!! ทำไมสารภาพกับท่านอาจารย์อุบลแล้วหาย แต่กับคนอื่นไม่หาย

สรุปแล้วท่านอาจารย์อุบลเป็นใครกันแน่!!!

ผมยังค้างไว้หลายๆอย่างนะครับ แต่จะวิเคราะห์ตามมุมมองของผม แล้วขมวดรวบยอดเข้ามาเพื่อตอบคำถามแต่ละประเด็นไว้ให้ชัดเจน...

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ธนา อรุณภิญโญพล ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-23 20:16:24


ความเห็นที่ 6 (1650411)

ขออนุโมทนาบุญกับที่ธนาค่ะที่ได้เปิดกระทู้

อ่านแล้วชวนติดตามค่ะ

หนูขอเดาว่าท่านอาจารย์อุบลเป็นเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ

ท่านสะสมบุญบารมีมาเต็มขั้นแล้ว

และท่านมาเพื่อช่วยทุกสรรพสิ่งทั่วจักรวาลค่ะ

หนูคิดว่าท่านคือผู้ที่พวกเรากำลังตามหากันค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น มยุรฉัตร สุดจิตต์ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-23 20:36:15


ความเห็นที่ 7 (1650415)

อาจารย์อุบลช่วยด้วย

รหัสจักรวาลนี้ เป็นสิ่งที่ท้าทายทุกคนจริงๆ เพราะผมเชื่อว่าใครที่ได้รับรู้รหัสนี้ อันดับแรกหากเป็นคนไม่รู้ประสีประสาเลย

1.บ้าเปล่าวะ

2.ไร้สาระ

3.พวกหลอกหากินน่ะ อย่าไปสนใจเลย

4.มีอย่างนี้ด้วยเหรอออ

และอื่นๆอีกสารพัด ก็จะไม่ให้คนเขาสงสัยได้อย่างไรกันล่ะครับในเมื่อแค่พูดหรือคิดในใจ ก็ขออะไรก็ได้ที่ไม่ผิดศีลธรรมและทำตามข้อกำหนด เรื่องรายละเอียดผมคงไม่ขอพูดถึงนะครับเพราะว่ามีหมดแล้วในกระทู้รหัสอาจารย์อุบลช่วยด้วยฯ

เรื่องก็คือ รหัสนี้ใช้ได้ผลจริงๆน่ะสิพี่น้อง ใครใช้ด้วยความศรัทธาท่านอาจารย์อุบลก็ใช้ได้หมดทุกคน อุเหม่!!

ทำให้คิดต่อไปว่า ทำไมไม่ใช้ชื่อพระพุทธเจ้าช่วยด้วยล่ะ อืม...จุดนี้ผมเข้าใจและรับเหตุผลได้นะครับว่า ต่อไปสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต้องการช่วยคนทั้งโลกไม่เฉพาะชาวพุทธเท่านั้น

ทุกศาสนาเบื้องบนช่วยหมด หากให้คริสต์เรียกพระพุทธเจ้าช่วยด้วยเขาก็คงไม่เรียกแน่นอน ดังนั้นต้องเป็นชื่อที่เป็นสากลคือทุกศาสนาเรียกได้หมดไม่มีอะไรมากีดขวางเรื่องทางศาสนา

แต่...ทำไมต้องใช้ชื่อท่านอาจารย์อุบลล่ะ ทำไมไม่ตั้งเป็นชื่อสากลไปเลย เช่น ไมเคิลช่วยด้วย คนไทยก็รับได้ คนฝรั่งก็รับได้ ใครๆก็รับได้เช่นกัน

แสดงว่า ชื่อท่านอาจารย์อุบลนี่ต้องมีนัยยะสำคัญอีกเช่นเคย เหมือนกับว่าเบื้องบนเลือกใช้ชื่อท่านอาจารย์อุบลเพราะต้องการมอบอำนาจการจัดการให้กับท่านอาจารย์ เพราะเป็นเจ้าของชื่อ จะให้ใครใช้ได้ผลก็ได้ หรือให้ผลพิเศษเพื่อสงเคราะห์คนให้เข้าใจและเกิดศรัทธาในความดีก็เป็นไปได้

แต่ก็อีกนั่นล่ะ รหัสนี้ตอนนี้ไม่เฉพาะคนไทยเท่านั้นที่ใช้ แต่ชาวต่างชาติก็พากันใช้ และพาเล่าผลที่มหัศจรรย์อยู่ไม่ขาดเลย

เหมือนกับว่า ชื่อนี้ จะต้องเป็นศูนย์กลางของคนทั้งหมดในอนาคตข้างหน้ายังไงยังงั้น แถมรหัสฯนี้ยังช่วยปัดเป่าทุกข์ให้กับคนทั้งหลายอย่างทันใจ ทันทีด้วยสิเออ...

ทำไมเบื้องบนถึงเลือกชื่อท่านอาจารย์อุบลล่ะ...

ที่สำคัญรหัสจักรวาลนี้ทำไมถึงมีอานุภาพมากมายขนาดนี้ ใครเป็นคนมอบรหัสนี้ให้มากันแน่...ที่สำคัญไม่ใช่ท่านอาจารย์อุบลแน่นอนเพราะท่านบอกไว้แต่ต้นแล้วว่าไม่ใช่ท่าน และโดยนิสัยของท่าน ไม่มีทางแน่นอนเพราะขนาดคนจะกราบยังไม่ยอมให้กราบเลย 5555

แสดงว่าคนที่มอบหรือประทานรหัสจักรวาลมาให้ปลดเปลื้องทุกข์แก่ผู้คนต้องไม่ใช่ธรรมดา เพราะเป็นการหายทันทีหรือหายจากโรคกรรมอย่างฉับพลันทันที ซึ่งแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงยอมรับและดำเนินทุกอย่างอยู่ภายใต้กฏแห่งกรรม แล้วใครล่ะที่สามารถทำได้เช่นนี้...สำหรับผมแล้วคิดว่าต้องเป็นผู้ที่อยู่เหนือความคาดหมายและสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้โดยอิสระไม่อยู่ภายในกฏแห่งกรรมเท่านั้นล่ะถึงจะทำเช่นนี้ได้...

ผู้แสดงความคิดเห็น ธนา อรุณภิญโญพล ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-23 21:07:53


ความเห็นที่ 8 (1650467)

อนุโมทนาบุญกับเจ้าพ่อธรรมทาน ที่ได้ยกมาแจกแจงย้ำเตือน ซึ่งที่เล่ามาถูกทุกข้อจ้า และพวกเราต้องมีเนื้อนาบุญที่บริสุทธิ์อย่างท่านอาจารย์อุบล เท่านั้น ที่เป็นที่พึ่งสุดท้ายของเรายามนี้ โลกนี้มันทุกข์เสียนีกระไร

ธารีรัตน์ (จุ๋ม)

ผู้แสดงความคิดเห็น ธารีรัตน์ กะลัมพะเหติ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-24 13:55:41


ความเห็นที่ 9 (1650545)

ขอบคุณคะ คุณธนา ที่เปิดกระทู้อันนี้

หมอก็สงสัยเหมือนกันว่า ทำไม ๆ ถึงมีเรื่องประหลาดอย่างนี้ พอไปเล่า ให้คนอื่นฟังก็ทำหน้า ในใจก็คงว่าหมองมงายเพราะในสมัยนี้ที่เห็นเป็นข่าวจากสำนักต่างๆ ภายหลังก็พบว่า เป็นเรื่องเชื่อไม่ได้

แต่เอ้ ถ้าคุณธนาก็เป็นคนที่ รู้ เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างตลอด ก็ยังเง็งเพราะเหลือเชื่อจริงๆ  หมอก็คงไม่ผิดใช่ไหม ที่จะสงสัย เพราะ พระพุทธเจ้าก็ไม่ให้เชื่อโดยไม่ได้พิสูจน์ แต่ทั้งที่ก็เห็นผลจะ ๆ หลายอย่าง ก็ยังอดสงสัยไม่ได้  เรื่องต่างๆเคยได้ยินมาก็เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลเสียส่วนๆใหญ่ หรือจะเป็นปาฏิหารย์เกิดขึ้นจริง จากบุญญาธิการ ที่เกิดจากตัวตนของอาจารย์อุบล เองเพราะได้ยินอาจารย์อุบลเล่าว่าหลวงพ่อเสงี่ยมเคยบอกให้รู้หน้าที่ของท่านมานานแล้ว คืออะไรน้อ แฮะ แฮะ

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงลูกหลานบ้านสวนพีระมิดก็โชคดีที่มีโอกาศได้พบเนื้อนาบุญที่ไม่ต้องไปเสาะแสวงหาถึงในป่าหิมพานต์

โดยเฉพาะคนที่มีโอกาศไปใช้แรงกายที่บ้านสวนพีระมิดมาตลอด

ขออนุโมทนาคะ สาธุ สาธุ

ผู้แสดงความคิดเห็น วัฒนา ชัยจำรูญพันธุ๋ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-25 09:08:52


ความเห็นที่ 10 (1650596)

อนุโมทนาบุญกับคุณธนาด้วยนะค่ะ...ชอบมากปริศนาแดนมหัศจรรย์

ธรรมะ.............ฟังแล้วเข้าใจง่าย..ป.4  ก็เข้าใจ

รหัสจักรวาลอาจารย์อุบลช่วยด้วย.........ฟังและปฏิบัติแบบง่ายหาย 100%

การทำบุญ...ไม่มีเงินก็ทำบุญได้และเห็นผลฉับพลันทันทีด้วย..แปลกแต่จริง

เรียกได้ว่าเป็นบุญจริงๆ ที่ได้พบเจอ....บ้านสวนพีระมิดของท่านอ.อุบล

เรื่องที่อยากเล่า.......!!!!!

            เดือน ธ.ค. 55  ที่ผ่านมามียายกับหลาน มาซื้อของที่ร้าน หลานสาว

ชื่อน้องนานา อายุ 1 ปี 2 เดือน น้องนานาเป็นโรคผนังหัวใจรั่ว รั่ว 10 มิล

เป็นตั้งแต่เกิด หาหมอที่ ร.พ.จุฬา ทุกเดือน วิธีการรักษาต้องผ่าตัดและหมอ

นัดผ่าตัด วันที่ 5-6 ม.ค.56 ที่ผ่านมา เห็นน้องนานาแล้วน่าสงสารจัง ตัวน้อง

ผิวขาวซีด อาการเชื่องชา เหนื่อยหอบอยู่ตลอดเวลา ใช้วิธีการบำบัดของ

บ้านสวนฯ น้ำพีระมิดและเรียกอาจารย์อุบลช่วยด้วย  ความมหัศจรรย์เกิดขึ้น

ยายพาหลานไปพบหมอตามใบนัดเพื่อทำการผ่าตัด  แต่ต้อง..งง.ดีใจ.เมื่อ

หมอ  ร.พ.จุฬา บอกว่าน้องไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงให้กลับบ้าน แล้วอีก 3 เดือน

ค่อยมาใหม่..วันนี้เลยพาน้องมากราบขอบพระคุณเทวดาที่รักษาท่านอ.อุบล

และกราบขอบพระคุณท่านอ.อุบล ( ที่ร้านมีรูปท่านอ.อุบล ค่ะ)

 

ผู้แสดงความคิดเห็น วรินทร คัดชา (อุ๊) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-25 16:06:51


ความเห็นที่ 11 (1650609)

 มีอีกประเด็นนึงที่น่าสนใจในบ้านสวนพีระมิด ก็คือเรื่องอภิญญา ที่ท่านอ.อุบล สามารถทำได้ และสอนให้ลูกบ้านสวนทำได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นลูกอม น้ำ หรืออาหารอภิญญาก็ตาม  และท่าน อ.อุบลได้ทิ้งท้ายไว้ให้พวกเราได้วิเคราะห์กันก็คือ สมัยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก่อน ทำไมท่านไม่ต้องสอนอภืญญากันมาก ก็มีคนศรัทธา เลื่อมใสศาสนา และบรรลุพระอรหันต์กันมาก แต่พอมาสมัยพวกเรา จึงมีการสอนอภิญญาขึ้นมา และทำไมจึงต้องมาสอนที่บ้านสวนพีระมิดด้วย เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะวิเคราะห์กันดู
ในฐานะที่จิ๋มได้นำประเด็นที่อ.อุบลได้ถ่ายทอดไว้ มาเผยแพรแก่เพื่อน ๆ ชาวเฟสบ้านสวนฯ ก็เลยขอตอบเป็นคนแรกว่า เมื่อสมัยพระพุทธโคดม คนในยุคนั้น เป็นผู้มีบารมีแก่กล้า สะสมบุญมามาก สามารถเรียนธรรมะและบรรลุธรรมได้โดยง่าย แต่สมัยกึ่งพุทธกาลเช่นเรา คนบาปเยอะ จำเป็นต้องใช้อภิญญา ซึ่งแปลว่า อิทธิฤทธิ์ที่เหนือธรรมชาติ เอามาใช้แสดงให้คนดู พอคนดูแล้ว ตื่นเต้น แปลกใจ หรือแม้แต่สงสัย อยากลองดี ก็จะเข้าไปใกล้ และศึกษาหาความจริงดังกล่าว เขาก็จะประจักษืความจริง และขณะเดียวกันก็ได้ซึมซับเอาความดี และธรรมะอันประเสริฐของพระพุทธเจ้าไปด้วย ในที่สุดคนก็สามารถบรรลุุธรรมโดยอาศัยอภิญญานี้นั่นเอง และที่ท่านเลือกบ้านสวนพีระมิดมาเป็นที่สอนอภิญญานั้น ก็เพราะมีต้นบุญอย่างท่านอาจารย์อุบลอยู่ที่นี่ ทานจะดึงดูดผู้มีบุญสัมพันธ์กับท่านเข้ามาเรียนอภิญญาก่อน แล้วคนเหล่านี้ก็จะใช้วิชานี้ช่วยคน พร้อมเผยแพร่ธรรมะอันประเสริฐได้ในที่สุด ณ วาระนี้ ตนเองมีความเชื่อว่า ท่านดตาจินิน พระศรีอาริยเมตไตร และ อาจารย์อุบล เป็นดวงจิตดวงเดียวกัน มีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น และท่านมาเพื่อช่วยชาวโลกโดยแท้

ผู้แสดงความคิดเห็น ชัชวลี กะลัมพะเหติ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-25 21:16:18


ความเห็นที่ 12 (1650612)

อนุโมทนาค่ะ คุณธนา

      เมื่อบ่ายวันศุกร์ 24  พี่คำน้องขี่มอไซต์มาแวะที่บ้าน

แล้วผูกกล่องพัมลมท้ายรถ เข้ามาในบ้านหิ้วของหลาย

อย่าง เอาออกโชว์ที่ละชิ้น มีกระบอกน้ำสวยมาก 3 อัน

ไปประชุม ธ.ธกส. ได้เป็นรางวัลเล็ก 3  รางวัน  ได้กระ

เป๋าสีดำ มี 2 หู เทห์มาก  จับรางวัลพิเศษได้    และสุด

ท้ายรายการจับ 10 รางวัลสุดท้าย ได้รางวัลที่ 1 คือพัด

ลมตั้งพื้นแบบสูง   หมวยได้ให้รูปท่าน อ.อุบล กับพี่คำ

น้อย 1 ใบ พร้อมอธิบายระหัส อ.อุบลช่วยด้วย  แต่พี่

คำน้อย ได้เอารูบ อ.อุบล มาจ้องและเรียกระหัสด้วย

โดยขอให้ได้รางวัลตลอดเวลา  เลยได้มา 5  รางวัล

คนเดียว  แล้วมาแวะอวดของ และจะมาขอฟังคำอธิ

บายเกี่ยวกับ อ.อุบล ,บ้านสวนพีระมิด และท่านท้าว

เวสสุวรรณ   พี่หมวยขอเกาะกระทู้นี้ด้วยคน  เพื่อจะได้

ไปอธิบายให้พี่คำน้อยด้วย  เพราะเขาเชื่อว่าที่เขาได้

รางวัลตั้งหลายอย่าง เพราะ อ.อุบล ค่ะ  ก็ดีใจไปด้วย

ว่า สักสิบคน เขาเชื่อเราโดยไม่สงสัยสัก 1 คน ก็

ดีใจแล้วค่ะ  พี่คำน้อยกราบรูป อ.อุบลและท้านท้าว

เวสสุวรรณ ขอบคุณใหญ่เลยค่ะ   

ขออนุโมทนาอีกครั้งค่ะ คุณธนา

ผู้แสดงความคิดเห็น คุณหมวย พรรณสรลี ชูตระกูล ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-26 01:12:12


ความเห็นที่ 13 (1650613)

ปริศนา

แดนมหัศจรรย์

บ้านสวนพีระมิด

 

มีใีครพบเจอด้วยตนเองแล้วบ้างคะ

นอกจากพ่อใหญ่ธนา

คุณหมอวัฒนา

ดร.จิ๋ม ดร.จุ๋ม คุณอุ๊

คุณมยุรฉัตร  คุณสุระนี

 

พ่อใหญ่ธนา

เป็นคนขี้สงสัยมากกว่าใคร

คนอื่นไม่ค่อยสงสัย

แสดงว่า

เข้าใจมากกว่าพ่อใหญ่ธนา

ถ้างั้น

คนที่ไม่สงสัย

ให้ช่วยกันมาตอบให้พ่อใหญ่ธนา

หายข้องใจกันหน่อยนะคะ

เผื่อว่า คนขี้สงสัย

คนอื่นๆ

จะได้พลอยหายสงสัยไปด้วย

ค๊า


 

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.อุบล ศุภาเดชาภรณ์ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-26 01:24:13


ความเห็นที่ 14 (1650630)

ได้อ่าน ข้อสงสัยต่างๆ จากพ่อใหญ่ธนาแล้ว

ก็ทำให้ชนิดาได้นึกย้อนไปถึง

ปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นที่บ้านสวนพีระมิด

 

ที่ค่อยๆมีการพัฒนามาเรื่อยๆ

ตามที่พ่อใหญ่ธนาเขียนไว้นั่นแหล่ะ

และตอนนั้นจะรู้สึกตื่นเต้นมากๆ

กับการค่อยๆเปิดเผย "ผู้อยู่เบื้องหลัง"

ที่ทำให้ปาฏิหาริย์ต่างๆเกิดขึ้นได้

 

ช่วงแรกๆ ก็เป็น ลุงพุฒิ

หรือ ท่านพญายม ที่ตบๆ แล้วหาย..ทันที

 

ต่อมาพวกเราก็ได้รู้จัก

"เสด็จพ่อท้าวเวสสุวรรณ"

ในฐานะผู้จัดการส่วนตัวระดับกิติมศักดิ์ 

 

หลังจากนั้น พวกเราก็ได้รู้ว่า

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

มักจะมา ช่วยแสดงธรรม

โดยเป็นผู้คัดเลือก

ผู้ที่จะมาแสดงธรรมทานในเรื่องต่างๆเอง

 

  จนมาถึงการเสด็จมาอย่างเป็นทางการ

ของ สมเด็จพ่อองค์พระปฐมฯ

และมาถึงองค์พระศรีอาริย์

 

ซึ่งแต่ละพระองค์ที่กล่าวมา

ก็พลังบุญบารมี

ล้วนแล้วแต่เกินประมาณทั้งสิ้น  

 

ซึ่งปรากฏการณ์ต่างๆก็เริ่ม ชวนอึ้ง ทึ่ง

และมหัศจรรย์ยิ่งขึ้นๆ

 

และทำให้เราได้เห็นถึงพลัง

แห่ง"บุญฤทธิ์"เข้มข้น ขึ้นเรื่อยๆ

ชนิดที่ว่า เมื่อทำบุญได้ถูกจุด

ก็ปลดล็อคกรรมกันไปเลยเห็นๆ

 

เช่น ผู้ที่มีกรรมผิวพรรณ

ก็ไปทำความสะอาดในที่ต่างๆ

ก็จะเห็นผลทันที

นับกันเป็นชั่วโมง เป็นนาที กันได้เลย

ตามที่มีการทำเวิร์คช็อปแต่ละครั้ง นั่นแหล่ะค่ะ

 

ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้

ถ้าให้พูดกันตรงๆ แล้ว

รับรองได้ว่า ไม่เคยเห็นที่ไหนในโลกนี้

ที่จะทำ"บุญ"แล้วเห็น"ผล" ทันที

เช่นนี้ได้หรอกนะคะ .....

 

 

โอ้ววว...แล้วยิ่งมาถึง สุดล่า ล่าสุด

ที่ท่านอาจารย์เมตตาบอกให้พวกเรา

ได้รู้จัก"ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งอนันตจักรวาล"

อย่างท่านพ่อ ดตาจินิน

ท่านพ่อของพวกเราทุกๆคน

ทุกๆสรรพชีวิต

ยิ่งทำให้คิดไปได้อีกว่า

 

อ้อ..ที่แท้ ทุกๆปาฏิหาริย์

ที่มิอาจเป็นไปได้

แต่กลับ"เป็นไปแล้ว"

และ "เกิดขึ้นได้" ที่บ้านสวนฯ

 

แท้ที่จริงแล้ว ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

รวมทั้งให้การสนับสนุน และ ช่วยเหลือ

ให้ทุกๆอย่างเกิดขึ้นได้มาโดยตลอดนั้น

 

ก็คือ ผู้เป็นใหญ่แห่งอนันตจักรวาล นี่เอง ...

 

ว่าแต่ ท่านอ.อุบล เป็นใครหนอ

ทำไม ผู้เป็นใหญ่ และ สิ่งศักดิ์สิทธิ์

ทั่วอนันตจักรวาล

จึงต้องมาคอยดูแล

และ ให้ความช่วยเหลือทุกภาระกิจ...เช่นนี้

อิอิ ว่าแล้วก็ไปนอนดีกว่า

เผื่อจะได้"คำตอบที่ถูกต้องที่สุ๊ด"

จาก...ความฝันบ้าง...

 

จะว่าไปแล้ว ยิ่งคิด

ก็มีแต่เรื่อง ชวนให้สงสัย จริงๆด้วยแหล่ะ

พ่อใหญ่ธนา..เอ๋ย

ผู้แสดงความคิดเห็น ชนิดา เชิงสะอาด ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-26 08:22:12


ความเห็นที่ 15 (1650654)

จากปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

ในบ้านสวนพีระมิด โดยท่านอ.อุบล

เรียกได้ว่า เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมาก ๆ

คือ ไม่เคยมีที่ไหน  ไม่เคยมีใคร

ทำได้อย่างนี้เลย จริง ๆ ค่ะ


ทุกรูปแบบ

ตั้งแต่ไตร่สวนกรรมแล้วหาย 
สารภาพบาปแล้วหาย

เรียก อ.อุบล ช่วยด้้วยแล้วหาย

รวมถึงอุปกรณ์ทุกชิ้นจากบ้านสวน ทำให้คนหายเจ็บป่วยได้

รอดตายได้  จนมาถึงเรื่องอาหารอภิญญาอีก

มันเป็นสิ่งแปลกใหม่มาก ๆ จนคนที่ฟัง ต้องคิดว่า...เป็นไปไม่ได้หรอก

แม้กระทั่งได้พิสูจน์สัมผัสด้วตนเองแล้ว ยังต้องอึ้งกับผลลัพที่เกิดขึ้น


แม้กระทั่งพระอริยเจ้าที่เรานับถือมากมายในประเทศ

ก็ยังไม่เคยเห็นท่านใด สามารถใช้วิชาพระพุทธเจ้าแบบนี้

มารักษาผู้คน  หรือแม้แต่ตัวท่านเองให้หายทันทีแบบนี้ได้

ก็ยังเห็นต้องเจ็บป่วย ทรมาน กันอยู่

 

เรียกว่า ... ไม่เห็นเคยมีใครใช้วิธีนี้ได้จริง ๆ นะคะ


แล้วท่านอ.อุบล เป็นใครนะ  ทำไมทำได้ล่ะ???

 

โดยเฉพาะ ..กราบแล้วหาย ก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยค่ะ??

โอ้  ท่านเป็นใคร  ไม่ธรรมดาจริง ๆ นะคะ

แถมท่านยังเปิดตัวช่วยคนเต็มรูปแบบ ผ่านหน้าจอ

ผ่านอินเตอร์เน็ต ไปทั่วโลก  แล้วได้ผลอีกต่างหาก

โรคที่รักษาไม่หาย ก็หายมาแล้วทั้งเอดส์ มะเร็ง ฯลฯ



แล้วท่านเป็นใคร  ทำไมทำได้นะ??


ท่านคงต้องบำเพ็ญบารมีมายาวนานมาก ๆๆๆ

ที่จะทำได้ขนาดนี้  ไม่อยากจะคิดเลย ว่าท่านเป็นใคร

สูงส่งเพียงไหน รู้แต่ว่าผลลัพธ์มันเกิดมาแล้วมากมาย

 


รู้แต่ว่า ถ้ามีท่านอ.อุบลอยู่  เราไม่กลัวปัญหาใด ๆ ในโลกอีก

ไม่ว่า การเจ็บป่วย  ความจน ทุกข์กายทุกใจ

มีคำตอบที่ อ.อุบล ทั้งหมด

อ.อุบล คนเดียว แก้ปัญหาได้ครอบจักรวาลเลยนะคะ

 

แล้วท่านเป็นใครเนอะ ...

 





ผู้แสดงความคิดเห็น พัทธ์ธีรา วังกาวันมณเฑียร ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-26 21:39:09


ความเห็นที่ 16 (1650659)

 ได้เคยเห็นปรากฏการณ์บ้านสวนมาตั้งแต่ช่วงปีที่แล้ว

ยอมรับเลยค่ะว่าถ้าไปเล่าให้คนที่เขาไม่รู้จักบ้านสวน

น้อยคนนักที่จะเชื่อ

ว่าแต่ใครจะไปเชื่อละถ้าไม่เกิดขึ้นหรือได้พิสูจน์มาแล้วกับตัวเอง

เพราะแต่ละปาฏิหาริย์ แต่ละเหตุการณ์

เป็นปาฏิหาริย์ที่ยังไม่เคยเห็นใครคนไหนในโลกนี้

ทำได้แบบอ.อุบลเลย

เช่น รหัสอ.อุบลช่วยด้วย ที่ใช้ได้ครอบจักรวาล ใช้ได้ทุกอย่างที่เป็นเรื่องดีๆ

กราบแล้วหายจากโรค เช่น กรณีพี่อ๊อด

ที่ก้นบุ๋มกราบท่านอ.แล้วก้นฟูกลับมาเป็นสภาพเดิมขึ้นมาทันที

หรือวัตถุมงคลต่างๆของบ้านสวนเช่นจี้ 

แค่สารภาพบาปก็หาย มองก็หาย 

ไม่รู้จะพูดยังไงเลยจริงๆค่ะ

ถ้ามีคนมาเล่าให้ฟังก็คงแทบไม่อยากเชื่อเหมือนกัน

ว่าเหตุการณ์แบบนี้ก็มีด้วยหรอ

เพราะเคยพิสูจน์และเห็นผลมาแล้วจริงๆ

ถึงได้เชื่อมั่นร้อยเปอร์เซ็น


ท่านอ.ก็สอนตามตำราของพระพุทธเจ้าทุกอย่าง

ไม่มีบิดเบือนเลยแม้แต่น้อย

แต่ทำไมผลบุญที่เราทำกับอ. และบ้านสวนถึงมากกว่าที่อื่นๆ

ทั้งๆที่ที่อื่นๆก็สอนแบบเดียวกัน

เมื่อก่อนตอนเด็ก เห็นคนที่เจ็บป่วยเป็นโรคร้ายแรงต่างๆ

แล้วเข้าโรงพยาบาล

ก็เคยแอบคิดคนเดียวในใจว่า

ถ้าเราโตมาแล้วเราจะเป็นเหมือนเขามั้ยนะ กลัวจัง

แล้วเราต้องทำอย่างไรถึงจะไม่เป็นแบบนี้

เห็นคนหูหนวกก็คิดว่าถ้าเราโตมาเราจะเป็นแบบนี้มั้ยนะ

คือเห็นอะไรที่มันทำให้คนทุกข์เราก็กลัวไปหมด 

กลัวว่าซักวันเราจะเป็นบ้าง เพราะเห็นคนที่ทุกข์แล้วไม่อยากเป็นแบบเค้า

แต่เมื่อมาเจออ.อุบล บ้านสวนพีระมิด ความคิดแบบนั้น

มันก็หายไปเลยค่ะ และมั่นใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น

ว่าเราจะต้องไม่เป็นแบบเขา (คนที่ทุกข์ด้วยโรคต่างๆ)

เพราะอ.ได้สอนให้รู้เหตุแห่งความทุกข์ 

สอนหมดจนลูกบ้านสวนแทบจะทุกคนรู้ว่าไม่อยากทุกข์

ต้องทำยังไง แก้เหตุยังไงผลถึงจะดับ

คิดเหมือนพี่แหวนค่ะว่า

แค่มีอ.อุบลคนเดียว

พวกเราก็ไม่กลัวอะไรอีกแล้วในโลกนี้


แล้วอ.อุบลเป็นใครนะ

ถึงได้สามารถช่วยพวกเราได้ขนาดนี้

ทั้งๆที่คนบนโลกใบนี้หลายๆคน

ต่างก็ต้องการช่วยทุกคนให้พ้นทุกข์

แต่ก็ยังไม่เคยเห็นใคร

ช่วยให้เราหายจากโรคที่แพทย์ไม่สามารถรักษาได้

ช่วยให้เรามีทางออกในชีวิต การเงิน หนี้สิน ช่วยทุกๆอย่าง

ทั้งทุกข์ทางกายและใจ

ช่วยมีดวงตาเห็นธรรม

ที่สำคัญช่วยให้เราอยากเปลี่ยนตัวเองเป็นคนดี 

 


ท่านเป็นใครนะ ทำไมถึงทำได้แบบนี้

ไม่รู้ว่าจะมีใครทำได้แบบอ.อุบลอีกไหม 

แต่ยังไม่เคยเจอ

ขอเรียกว่า 1 เดียวในโลกละกัน


 

ผู้แสดงความคิดเห็น นันทนา แหกาวี ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-27 06:20:04


ความเห็นที่ 17 (1650660)

 

อ.อุบล คนเดียว

แก้ปัญหาได้ครอบจักรวาลเลยนะคะ

 

แล้วท่านเป็นใครเนอะ ...

.......................................................

 

แหม่...ทั้งหนูแหวน และน้องหญิง

มาทิ้งท้ายด้วยคำถามอีกแล้ว

ตอนนี้แต่ละคนคงจะประมวล

ข้อมูลในหัวกันใหญ่เลยว่า

ก็นั่นนะสิ

แท้ที่จริงแล้วท่านอ.อุบล เป็นใครหนอ

ทำไม ทำไม ถึงทำเช่นนี้ๆได้

 

เพราะหลายๆคน ทั้งลูกบ้านสวนเอง

หรือ แม้แต่คนนอก

ก็คงจะได้สัมผัส"ความเป็นทิพย์"

ด้วยตัวเองมาแล้วในหลายๆครั้ง

ทั้งทางเว็บ ทางเฟส

และนอกหรือในบ้านสวนฯโดยตรง

 

อย่างเช่น 

เวลาที่ท่านอาจารย์ให้ลองทดสอบ

พุทธานุภาพของวัตถุมงคล

หรือ

ทดสอบบารมีพระศรีอาริย์

หรือ

ทดสอบพลังอภิญญา  และ ฯลฯ

 

ซึ่งแต่ละเหตุการณ์

อาการที่เกิดขึ้นกับทุกคน

อาจจะไม่สามารถหาคำอธิบายได้ก็มากมาย

เช่น คันเนื้อ คันตัว อยู่ยิกๆ ก็หายได้ทันที

ปวดหัว หนักตัวอยู่ดีๆ ก็หายวาบ

โล่งตัวได้ในทันที

 

อย่างพี่อมรที่เคยนิ้วบวมโป่ง

ก็แฟบลงได้ในฉับพลัน

 

และอีกหลายๆคน หลายๆอาการ

หลายๆเหตุการณ์ ที่ฟังดูเหลือเชื่อสุดๆ

ก็ เกิดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน...

 

 

นี่ยังไม่นับรวมกับหลากหลาย

ความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น

กับผู้ที่ใช้รหัสสวรรค์"อ.อุบล ช่วยด้วย"

ที่ได้ผลแบบเกินคาด

 

อย่าง เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคุณยาย..หลาน

ที่คุณอุ๊ วรินทร นำมาเขียนแบ่งปันให้เราได้อ่านกัน

 

ซึ่งถ้าคิดจริงๆแล้ว

แค่รหัส"อ.อุบล ช่วยด้วย"เพียงอย่างเดียว

ก็สามารถแก้ได้ทุกปัญหาเลยนะคะ

 

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาครอบครัว

สุขภาพ การงาน การเงิน ฯลฯ

โอ๊ย...สาระพัดจริงๆ

แถมใช้ได้แบบฟรีๆ ไม่ต้องเสียสตังค์

แถมยังใช้ได้ตลอดเวลาอีกต่างหาก 

 

ยิ่งสมัยนี้นะคะ โรงพยาบาลทุกที่

คนไข้ล้นทะลักแทบจะทุกที่เลย

แล้วต่อๆไป

คนป่วยจะมากมายขนาดไหน...เนอะ

 

 

โอ้ววว...แดนมหัศจรรย์แห่งนี้

มีแต่เรื่องมหัศจรรย์ให้พวกเราได้คิดถึง

และนำมาเล่า มาเขียนกันได้เรื่อยๆเลยนะคะเนี่ย...

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ชนิดา เชิงสะอาด ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-27 07:32:09


ความเห็นที่ 18 (1650687)

เห็นคนเค้าสงสัยกัน

ว่า

อ.อุบล เป็นใครกัน

จึงทำให้เกิด

ปรากฏการณ์หายทันทีได้

แบบนี้



นั่นสิ

สงสัยเหมือนกันนะเนี่ย

ไม่ใช่ไม่สงสัย

แต่

คำตอบที่ได้คือ

เป็นสาวกพระพุทธเจ้า

อย่างไม่ต้องสงสัย

ทั้งมอบกาย

มอบใจ

พร้อมถวายชีวิต

 

แต่ก็ไม่รู้ว่า

แค่นี้ จะตอบคำถาม

หรือข้อสงสัย

ของพ่อใหญ่ธนาได้เพียงพอ

หรือยัง

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.อุบล ศุภาเดชาภรณ์ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-27 21:39:39


ความเห็นที่ 19 (1650700)

นั่นสิ

สงสัยเหมือนกันนะเนี่ย

ไม่ใช่ไม่สงสัย

แต่

คำตอบที่ได้คือ

เป็นสาวกพระพุทธเจ้า

อย่างไม่ต้องสงสัย

ทั้งมอบกาย

มอบใจ

พร้อมถวายชีวิต

 

แต่ก็ไม่รู้ว่า

แค่นี้ จะตอบคำถาม

หรือข้อสงสัย

ของพ่อใหญ่ธนาได้เพียงพอ

หรือยัง

.............................

อิอิ คิดว่า

น่าจะยังไม่พอนะคะอาจารย์

เพราะจะว่าไปแล้ว

ก็มีหลวงปู่ หลวงพ่อ

และพระอรหันต์มากมายในแผ่นดินนี้

ที่เป็นสาวกของพระพุทธองค์

ปฏิบัติและเดินตามรอยพระองค์

อย่างสิ้นสงสัย

แล้วมอบกาย มอบใจ

ถวายชีวิตเพื่อพระองค์

 

 

แต่ก็ยังไม่เห็นว่า

จะมีปรากฏการณ์เหล่านี้

เกิดขึ้นได้เลยนะคะ ที่ว่า

กราบรูปแล้วหาย

เดินผ่านแล้วหาย

 

แชทแล้วรับพลังผ่านตัวอักษร

แล้วหายจากอาการต่างๆ

 

หรืออย่างน้องหญิงที่อยู่สวีเดน

ก็รับพลังอภิญญา

ผ่านทางข้อความจากท่านอาจารย์

แบบไร้ขีดจำกัดของระยะทาง

 

และแม้กระทั่ง

พิธีกรรมต่างๆที่ท่านอาจารย์

เมตตาให้ทุกคนได้ร่วมทำในเฟสบุ๊ค

 

ทุกคนก็สามารถร่วมทำได้ตลอด

ไม่มีคำว่า"สาย"

เพราะมีผลเท่าเทียมกัน

 

แล้วชนิดาก็เป็นคนนึง

ที่มาร่วมพิธีย้อนหลังแทบจะทุกครั้ง

แต่ก็ได้รับความเมตตาเท่าเทียมกัน

กับคนอื่นเหมือนกัน

 

 

จนทำให้มั่นใจว่า

ธรรมะแห่งพระพุทธองค์

ทรงบันลือสีหนาถ

ทุกกาลเวลาและสถานที่จริงๆ

สาธุ สาธุ สาธุ 

...........................

ว่าแล้วก็

ยังคงต้องค้นหา

คำตอบกันต่อไปว่า

ทำไม ท่านอาจารย์

จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์

อันมหัศจรรย์

เช่นนี้ เช่นนี้ ได้

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ชนิดา เชิงสะอาด ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 05:22:56


ความเห็นที่ 20 (1650728)

 จากหัวข้อคุณธนา "ทำไมบ้านสวนพีระมิดจึงสามารถสร้างปรากฏการณ์สะท้านโลก ที่ไม่เคยเจอที่ใดมาก่อน"


             ก็ได้แต่สงสัยเหมือนกันค่ะ

และผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านสวนพีระมิด  คือ

ท่าน อ. อุบล และเหตุการณ์ปาฏิหาริย์ต่าง ๆ 

ที่เกิดขึ้น  เช่น สารภาพบาปกับท่าน อ. อุบล,

สารภาพบาปกับจี้องค์เทพสฟิ้งซ์  อาการเจ็บป่วยก็หายได้

ใช้รหัส อ. อุบลช่วยด้วย  ก็ช่วยได้ทุกเรื่อง โดยไม่ต้องเสียตังค์

อาศัยเพียงกำลังใจ  ความเชื่อมั่นศรัทธา ในตัวท่าน อ. อุบล เท่านั้น

ต่อมา กราบรูปท่าน อ. อุบลก็หายจากเจ็บป่วยได้

ซึ่งเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งในบ้านสวนและนอกบ้านสวน

ทำให้เรามาพิจารณาว่า  มันเกิดขึ้นได้อย่างไร 

สรุปว่า  ทุกอย่างเกิดขึ้นได้  เพราะ  ท่าน อ. อุบล 

แล้วผู้ที่สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้มากมายขนาดนี้

ท่านจะต้องมีบุญบารมีมากมายมหาศาล ประมาณไม่ได้

แล้วผู้ที่มีบุญบารมีมากมายมหาศาลนั้น

จะเปรียบได้กับผู้ใด???

          เพราะที่ผ่านมา  ก็เห็นมีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้น

ที่มีบุญบารมีมากมายมหาศาล  สามารถช่วยเหลือมนุษย์

ให้หลุดกพ้นจากทุกข์ ในทางโลกได้ 

     สุดท้ายก็ยังไม่ได้คำตอบค่ะ  ว่า  ท่าน อ. อุบล  คือใคร???

ทำไมถึงแสดงปาฏิหาริย์ได้ทุกที่  ทุกเวลา  เพื่อช่วยเหลือ

มนุษย์โลกให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง

     

ผู้แสดงความคิดเห็น ฉวีวรรณ นภาพรรณราย (ตาล) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 14:04:49


ความเห็นที่ 21 (1650737)

วันนี้รู้สึกว่า

ความสงสัย ของพ่อใหญ่ธนา

อาจจะได้รับคำตอบนะ


เมื่อก่อน

มีคนมาตั้งคำถามพวกเราว่า

1.อย่างนี้ ก็ไม่ต้องมีหมอ มี รพ.นะซี

2.พระพุทธเจ้า ยังมีหมอชีวกฯ เลย

3.ครูบาอาจารย์ต่างๆ

พระอภิญญาทำไมท่านยังทำไม่ได้

(หรือว่าท่านไม่ทำก็ไม่รู้ได้)

 

ตอนนั้นพวกเรา

ได้แต่ไม่พอใจคนที่ถาม

หรือคนที่สงสัย

เพราะ

พวกเราอาจจะรัก อ.อุบล

มากจนเกินไป

เลยทำให้ไม่พอใจ เวลามีใคร

มาแตะ มาต้อง

 

ซึ่งความสงสัย

ของผู้คนทั้งหลายเหล่านั้น

ก็คือความสังสัย

ที่ปกติ ที่มนุษย์ทุกคน ควรสงสัย

เพียงแต่ เราอธิบายเขาไม่ได้

หรือว่า

ไม่คิดจะอธิบาย

จึงได้ไม่พอใจที่เขาถาม

คำถามเหล่านี้

*************************

 

แต่วันนี้

คิดว่า ลูกบ้านสวน

ที่ได้ติดตามปรากฏการณ์

บ้านสวนพีระมิด

มาติดต่อกัน

จนวันนี้

 

น่าจะมีคำตอบได้แล้ว

และ

เป็นคำตอบ ที่คนถาม

จะต้องหาทางพิสูจน์คำตอบ

ด้วยตัวเอง

 

ถ้าถามโดยสุจริตใจ

เพราะ

คำตอบที่ได้

ก็จะเป็นคำถามต่อไปอีกแน่นอน

 

 

ด้วยที่ผ่านมา

เรานับถือศาสนาพุทธ

เราก็รู้จักแค่พระพุทธเจ้า

 

บางคนนะ

ไม่เคยรู้กระทั่งพระพุทธเจ้า

-ชื่อว่าอะไร

 

-มีกี่พระองค์ 

 

บางคนไม่เคยรู้จักพระปฐมฯ

ซึ่งเป็นศาสดา(ครู)

ของพระพุืทธเจ้าทุกพระองค์

 

มีแต่หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ที่ท่านได้พบ

ด้วยความเป็นทิพย์ของท่าน

เมื่อได้เห็นว่า

 

ทำไมหนอ

พระพุืทธเจ้าทุกพระองค์

วันนี้จึงทรงก้มพระเศียรให้กับใคร

หรืออะไร

 

แล้วหลวงพ่อ

ก็สนใจเป็นที่สุดในปรากฏการณ์

ที่เกิดขึ้น เมื่อพระพุทธเจ้า

เข้าแถว ก้มพระเศียร

รับเสด็จ

ผู้ที่กำลังเสด็จมาใหม่

 

 

หลวงพ่อ

เห็นมีพระพุทธเจ้า

อีกพระองค์หนึ่ง เสด็จดำเนินมา

ท่านกลางพระพุทธเจ้า

ทุกพระองค์

แสดงความเคารพนอบน้อม

 

ต่อมา

หลวงพ่อฤาษี

จึงได้ชมบารมีพระองค์ท่าน

และ

ได้รู้ว่า

พระองค์คือ

สมเด็จพระพุทธปฐม

หรือ

ครูของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์

นั่นเอง

 

ท่านเป็นผู้สร้าง

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์

ขึ้นมาเอง

 

 

โอ

หลวงพ่อฤาษีของเรา

ต้องมีญาณบารมีที่ละเอียดประณีตมาก

สมเด็จพระปฐม จึงทรงเมตตา

ให้ได้พบพระองค์ท่าน

 

แสดงว่า

ไม่ใช่หน้าที่ของพระพุทธเจ้า

แต่ละพระองค์

ที่จะทรงบอกเรื่องพระปฐม

 

แต่พระองค์

จะทรงเมตตาเอง

เมื่อสภาวจิตของคนๆนั้น

เข้าถึง และ พร้อม

ที่จะรับพระบารมีของพระองค์ท่าน

 

(นี่คิดเองนะ)

 

หลวงพ่อฤาษีของเรานี่

ไม่ธรรมดาเลย

พระปฐมฯ จึงทรงโปรด

เสด็จมาตรัสด้วย

และ

ทรงตอบปัญหาธรรมหลายครั้ง

 

แม้กระทั่งเรื่องหนี้สงฆ์

เรื่องอภิญญาใหญ่

ที่จะปรากฏในกาลข้างหน้า

พระองค์มาบอกหลวงพ่อว่า

อย่าเลิกสอนอย่าเลิกฝึก

แต่ที่ทำอยู่มันยาก

เหมือนอุ้มช้างอาบน้ำ มันเกินกำลัง

ท่านมาบอกให้หลวงพ่อ

เปลี่ยนวิธีสอน

ตอนหลวงพ่อกำลังจะถอดใจ

 

************

หลังจากนั้นมา

พวกเราชาวบ้านสวนพีระมิด

ก็ได้รับความเมตตา

ได้สัมผัสบารมี

-พระพุทธเจ้า

-พระปฐมบรมธรรมบิดาฯ

-เสด็จพ่อท้าวเวสสุวรรณ

-องค์เทพสฟิงซ์ 

-พระศรีอาริย์ 

 

เรียกว่า

ได้สัมผัสบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ทุกพระองค์ก็ว่าได้ เพียงแต่ปรากฏการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น พวกเราหลายคนต่างสรุปว่า ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน พระพุทธเ้จ้าทุกพระองค์ไม่เคยแสดง (เอ เราก็เกิดไม่ทันท่านซะด้วย) แต่ว่าในบันทึกต่างๆจะมีหรือไม่ก็ไม่ีรู้นะ

แต่

ปรากฏการณ์นี้

ก็มีขึ้นมาแล้ว ณ บ้านสวนพีระมิด

 

อ้อ

ไม่ใช่แค่บ้านสวนซินะ

นอกบ้านสวน หรือ ที่ไหนๆ

ก็แสดงได้

 

ลูกบ้านสวนก็ทำได้

 

จึงทำให้พวกเราต้องการ

ค้นหาคำตอบ

ว่าเกิดขึ้นได้ยังไง

 

น่าเห็นใจ

พ่อใหญ่ธนาเหมือนกันนะ

เพราะหาครูบาอาจารย์มาเยอะ

แต่ไม่เคยมีแบบนี้

 

 

อ.อุบล

ลองมาทบทวน

คำถามพ่อใหญ่ธนาดูแล้ว

 

เออ

นั่นสิ ใครจะตอบได้ล่ะ

 

พอมาอ่านกระทู้นี้ดูอีกที

ก็มีคำตอบแว๊บขึ้นมาว่า

 

 

ก่อนมาสร้างบ้านสวน

ก็พบปาฏิหาริย์เหล่านี้ก่อนแล้ว

แม้จะไม่มากเท่านี้

 

เอ

หรือมากก็ไม่รู้นะ

เพราะทำให้คน 2 คนที่ต้องตาย

รอดตาย อีกคนหนึ่ง ตายแล้ว ฟื้นขึ้นมาได้

 

แล้วก็ลองทบทวนดู

ว่ามันเกิดขึ้นตอนไหน

 

พึ่งมาได้รับคำตอบ

เมื่อทบทวนกระทู้นี้เองว่า

 

น่าจะเป็น

ตั้งแต่ที่ อ.อุบล

ได้เห็นข้อความปรากฏ

หน้าจอทีวี. ที่ปิดอยู่

2 ข้อความ

คือ

1.ดตาจินิน

2.เจ้ากรรมนายเวร 99

 

แล้วก็เที่ยวหาคำตอบ

ด้วยการถามคนโน้นคนนี้

แต่ก็ไม่มีคำตอบ

 

อ้อ

มีเหมือนกัน

แต่ละคนต่างตอบว่า

"เขาไม่ให้บอก"

"อยากรู้ให้ไปค้นหาเอาเอง"

"ให้นั่งสมาธิ แล้วจะได้คำตอบ"

 

สรุปว่า

เกือบ 5 ปีที่ผ่านมา

ไม่เคยรู้ว่า ข้อความ 2 ข้อความนี้

มีความหมายว่าอย่างไร

 

รู้แต่ว่า

เจ้ากรรมนายเวร 99

เกี่ยวข้องกับในหลวงของเรา

 

ส่วนคำว่า

ดตาจินนิน

ไม่มีคำตอบ ที่มีเหตุผล

ให้ยอมรับได้เลย

นอกจากเดา

เท่านั้น

 

แต่วันนี้

มีคำตอบ โดยไม่ต้องเดาแล้ว

เพราะท่านบอกเองเลย

ในคืนวันหนึ่ง

ซึ่งกำลังคุยกันกับ

ลูกบ้านสวนในห้องแช๊ต

อยู่ๆ ท่านก็บอกว่า

วันนี้

ท่านจะเปิดเผยแล้ว

ว่าท่านเป็นใคร และให้พิสูจน์

 

ตามหลักวิทยาศาสตร์

ท่านบอกว่า

ถ้าท่านของแท้ ต้องพิสูจน์ได้

 

แล้วท่านก็บอกว่า

ท่านคือ

(ท่านดตาจินิน)

ผู้ให้กำเนิดสมเด็จพ่อองค์ปฐมฯ

และ

พระพุทธเจ้าทุกพระองค์

และ

พระศรีอาริย์

และ

ศาสดาของทุกศาสนา

และ

ทุกชีวิต ทุกสรรพสิ่ง

ทั่วทั้งอนันตจักรวาล ไม่ใช่เพียงโลกนี้

 

ณ บัดนั้น

มีสิ่งที่ผุดขึ้นมาในจินเรา

ว่า

 

มิน่าเล่า

ท่านถึงทำได้ แสดงได้

เหนือพระพุทธเจ้า

แม้แต่พระปฐมฯ

ท่านก็ไม่เคยทำ ไม่เคยแสดง

 

ทำให้คนทั้งหลายทั้งปวง

คลางแคลงใจ

กันมาตลอดเวลาอันยาวนาน

ว่า

ปรากฏการณ์บ้านสวนพีระมิด

คืออะไรกันแน่

 

บางคนสงสัยกระทั่งว่า

ใช่ศาสนาพุทธรึเปล่า

 

แต่พวกเราน่ะ

(อ.อุบล เองด้วยนะ เผื่อใครปฏิเสธ)

พุทธเต็มล้าน ไม่ใช่แ่ค่ร้อย

 

แต่เราไม่ลบหลู่

ศาสดาของศาสนาใดเลย

แต่ตรงกันข้าม

เราเคารพและเทิดทูนทุกศาสดา

ของทุกศาสนา

 

กว่าท่านจะได้เป็นศาสดา

ท่านต้องดีกว่าเราแน่นอน คิดแค่นี้

ก็ไม่ควรไปปรามาสท่านแล้ว

 

แล้วสิ่งที่ได้พบ

ได้สัมผัส

บารมีอันมิอาจประมาณ

ของท่านพ่อ ดตาจินิน

พวกเรา

หลายคนได้พิสูจน์กันแล้ว

ทั้งในบ้านสวน

นอกบ้านสวน

ทางเฟสบุ๊ค ด้วยการ

ทำน้ำทิพย์

การส่งความรัก ความเมตตา

จากท่านพ่อ

ไปยังผู้เข้าร่วมพิธี

แบบไม่มีเงื่อนไข ใครได้สัมผัส

และทำตามกติกาได้

ต่างก็

หายจากอาการเจ็บป่วยทางกาย

และทุกข์่ทางใจกันทั้งนั้น

 

สรุปว่า

ปรากฏการณ์

บ้านสวนพีระมิด

ที่พ่อใหญ่ธนาสงสัยนั้น

น่าจะมีคำตอบ

 

จากคำอธิบายข้างต้น

ในระดับหนึ่ง

และ

ยังคงมีรายละเอียดอื่นๆอีก

ที่ได้พิสูจน์กันมาแล้ว และ

จะพิสูจน์กันต่อไป

ถึงบารมีอันยิ่งใหญ่

ของท่านพ่อ ดตาจินิน

 

และ

คงมีคนสงสัย

ว่า

เมื่อท่านเป็นผู้ให้กำเนิดพระพุทธเจ้า

และศาสดาทุกพระองค์

ทำไมเรียกท่านว่า

ท่านพ่อ

แทนที่จะเรียกอะไรที่

เหมือนพระพุทธเจ้า และ ศาสดาอื่น

 

อันนี้ ก็มีคำตอบ

 

แต่อยากให้ท่านที่ได้มาอ่าน

ได้ร่วมแสดงความเห็น

และ

ยืนยันบารมีท่านพ่อดตาจินิน

ว่าท่านสัมผัสได้จริงหรือไม่

 

และ

มีเหตุผลเพียงพ่อ

ที่จะตอบข้อสงสัยของ

พ่อใหญ่ธนาได้หรือไม่

 

และ

ส่วนคนถาม

คือพ่อใหญ่ธนา จะว่าไง

พอใจคำตอบหรือยัง

หรือว่า

ยังสงสัยอะไรอีกหรือไม่

จ๊ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.อุบล ศุภาเดชาภรณ์ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 16:18:07


ความเห็นที่ 22 (1650745)

ได้อ่านคำตอบของท่านอื่นๆและท่านอาจารย์อุบล ผมก็ได้คำตอบระดับหนึ่งครับ

ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมบ้านสวนพีระมิด ถึงสามารถทำได้ในสิ่งที่พระอภิญญาหรือคนที่รู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าก็ทำไม่ได้

เช่นการพูดสารภาพบาปด้วยจิตสำนึกไม่กลับไปทำอีกแล้วหายทันที นั่นก็เพราะมีท่านดตาจินินผู้อยู่เหนือทุกสรรพสิ่งให้พระเมตตาแก่ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ตลอดจนพระเมตตาจากพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายนั่นเอง

มิน่าล่ะ หากท่านดตาจินินไม่ทรงอนุญาติใครละจะสามารถต่อต้าน หรือต้านทานกฏแห่งกรรมได้ แต่นี่คนกำลังเปลี่ยนจิตใจมาทำความดี ท่านก็ยินดีและมอบความรักที่ปราศจากเงื่อนไขให้อย่างไม่มีขีดจำกัดนี่เอง ถึงได้เกิดเหตุการณ์อัศจรรย์มากมายขึ้นมาได้

แต่....ผมก็ยังสงสัยอยู่ดี ในเมื่อท่านดตาจินินเป็นผู้มีบารมีสูงสุดในอนันตจักรวาลเช่นนี้ ทำไมท่านต้องเลือกท่านอาจารย์อุบล ทำไมท่านต้องสื่อสารบอกท่านอาจารย์อุบลด้วยข้อความปริศนา 2 ข้อความที่ท่านอาจารย์เมตตาเขียนเล่าให้อ่านแล้ว

แสดงว่า...ท่านอาจารย์อุบลต้องมีประวัติหรือต้องถูกคัดเลือกจะท่านดตาจินินมาเอง ท่านถึงสื่อสารด้วย

เพราะผมรู้แต่ว่า ศาสนาอื่นอาจเรียกท่านว่า "พระเจ้า" หรือชื่อใดๆก็ตามแต่ แต่ไม่เคยมีใครได้รู้ชื่อท่านเลย หรือท่านไม่เคยบอกให้ใครรู้หรือเรียกท่านแบบนี้เลย

งั้นผมคงต้องเริ่มหาคำตอบเกี่ยวกับท่านอาจารย์อุบลอย่างจริงจังแล้วล่ะครับ ว่าท่านอาจารย์อุบลเป็นใครกันแน่...

ทำไมท่านดตาจินินถึงได้สื่อสารด้วย...ที่น่าสนใจและชัดเจนที่สุดที่ปฏิเสธไม่ได้ ท่านอาจารย์อุบลต้องเกี่ยวข้องกับอียิปต์โบราณแน่ๆ ไม่งั้นไม่มาสร้างมหาพีระมิดและล่วงรู้ความลับของพีระมิดจนนำมาใช้ช่วยผู้คนได้อย่างมากมาย และอัศจรรรย์ใจเช่นนี้

ท่านใดมีข้อมูลประวัติที่เกี่ยวข้องกับอียิปต์โบราณที่เกี่ยวกับท่านอาจารย์อุบล โปรดสงเคราะห์ผมด้วยนะครับ

เอาเป็นว่า ผมเริ่มจาก พระนางเนเฟอร์ตารี ก่อนเพราะผมจำได้ว่า ดร.จิตราพูดเรื่องนี้เมื่อหลายปีก่อนกับท่านอาจารย์อุบลว่า ท่านอาจารย์อุบลเกี่ยวข้องกับพระนางเนเฟอร์ตารีเป็นอย่างมาก อิอิ หรือหากจะพูดตรงๆก็คือ ดร.จิตราบอกค่อนข้างชัดแล้วว่า อดีตชาติของท่านอาจารย์อุบลคือใคร

ผมขอเริ่มข้อมูลจากประวัติของพระนางเนเฟอร์ตารีก่อนแล้วกันครับ ใครมีประวัติของพระนางที่หาได้ ช่วยผมหน่อยก๊าบบบ ขอบคุณมั่กๆกั๊บ

ผู้แสดงความคิดเห็น ธนา อรุณภิญโญพล ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 17:22:10


ความเห็นที่ 23 (1650750)

 ขอบคุณคะอาจารย์อุบล

ถ้า ท่านดตาจินินเป็นผู้สร้างพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ศาสดาทุกๆพระองค์ และทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้ อย่างนี้ ท่านต้องเป็นพระผู้สร้างโลกแน่ๆ  ก็ต้องเป็นท่านพ่อของมวลมนุษย์ชาติ

แต่เอ อย่างนี้ ท่านจะเป็นเหมือนพระพรหมของศาสนาฮินดูหรือเปล่าคะ

พอท่านเห็นว่าโลกกำลังวุ่นวายมากอย่างที่เป็นอยู่นี้ ท่านก็ต้องลงมาช่วย

แต่ทำไมเป็นอาจารย์อุบล และบ้านสวนพีระมิด เดาไม่ถูก อิ อิ ก็ต้องรออาจารย์อุบลมาเฉลยอีกแล้วคะ

อยากจะช่วยคุณธนาหาคำตอบ แต่ก็รู้สึกว่าสมองจะมีแต่ความว่าง แฮะ

ผู้แสดงความคิดเห็น วัฒนา ชัยจำรูญพันธุ๋ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 20:13:39


ความเห็นที่ 24 (1650752)

 

เมื่อก่อน

มีคนมาตั้งคำถามพวกเราว่า

1.อย่างนี้ ก็ไม่ต้องมีหมอ มี รพ.นะซี

2.พระพุทธเจ้า ยังมีหมอชีวกฯ เลย

3.ครูบาอาจารย์ต่างๆ

พระอภิญญาทำไมท่านยังทำไม่ได้

(หรือว่าท่านไม่ทำก็ไม่รู้ได้)

 

ตอนนั้นพวกเรา

ได้แต่ไม่พอใจคนที่ถาม

หรือคนที่สงสัย

เพราะ

พวกเราอาจจะรัก อ.อุบล

มากจนเกินไป

เลยทำให้ไม่พอใจ เวลามีใคร

มาแตะ มาต้อง

 

ซึ่งความสงสัย

ของผู้คนทั้งหลายเหล่านั้น

ก็คือความสังสัย

ที่ปกติ ที่มนุษย์ทุกคน ควรสงสัย

เพียงแต่ เราอธิบายเขาไม่ได้

หรือว่า

ไม่คิดจะอธิบาย

จึงได้ไม่พอใจที่เขาถาม

คำถามเหล่านี้

*************************

 

แต่วันนี้

คิดว่า ลูกบ้านสวน

ที่ได้ติดตามปรากฏการณ์

บ้านสวนพีระมิด

มาติดต่อกัน

จนวันนี้

 

น่าจะมีคำตอบได้แล้ว

และ

เป็นคำตอบ ที่คนถาม

จะต้องหาทางพิสูจน์คำตอบ

ด้วยตัวเอง

 

ถ้าถามโดยสุจริตใจ

เพราะ

คำตอบที่ได้

ก็จะเป็นคำถามต่อไปอีกแน่นอน

******************************

อ้อยก็สงสัยมาตลอด

ตั้งแต่ได้มาทำบุญที่บ้านสวนฯ

แล้วตัวเองทั้งหายเจ็บป่วย ปัญหาการงาน การเงิน

ก็ดีขึ้น

จากหน้ามือ เป็นหลังคาโบสถ์เลย

เห็นปรากฎการณ์จากหลายๆคน ที่ป่วยก็หายป่วย

เป็นมะเร็งหาย

ขาเป๋เป็นชายน้อยอย่างคุณธนาก็หายทันที

เป็นเอดส์ก็หาย 

ล่าสุดเป็นแผลเปิด ติดเชื้อ ที่เต้านม แผลใหญ่มาก

ต้องปวดที่สุดในโลก

แต่กลับไม่ปวดเลย

และแผลติดเชื้อขนาดนี้แผลต้องเหม็นมาก

แต่หลังจากได้

น้ำทิพย์บารมีท่านพ่อ ดตาจินิน

กลับไม่ปวดแผล

แผลไม่มีกลิ่นเหม็นเลย

ปรากฎการณ์เหล่านี้  ทำให้สงสัยว่า

การที่เราเจ็บป่วยโดยเฉพาะโรคเรื้อรัง

ร้ายแรงต่างๆ แม้แต่ปัญหาทางงาน

เงิน มักจะเกิดจากกรรม ชั่วที่เราทำมา

เลยต้องรับผลกรรม

เพราะเราเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ผ่านมาไม่ได้

เราเลยต้องรับกรรมไปจนกว่าจะหมดกรรมซิ 

อย่างครูบาอาจารย์ต่างๆที่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ

ต่างๆก็ป่วย เข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น 

แม้แต่พระพุทธองค์ก็มีหมอชีวกฯ

คอยรักษา

แต่ท่านอาจารย์อุบล

ช่วยให้เราหายจากป่วย หายจากความจน

ได้ โดยใช้ธรรมะพระพุทธองค์ ที่ว่า

ทุกอย่างเกิดแต่เหตุ เหตุดับ ผลย่อมดับด้วย

  เพราะพอพวกเราระลึกรู้เหตุได้

ผล คือ เจ็บป่วย จน

ก็หายทันที

แล้วทำไมพระพุทธองค์ หรือ แม้แต่ครูบาอาจารย์อื่นๆ

ไม่ใช้วิธีเดียวกันนะ

ทำไมท่านจะต้องทนทรมาน

จากความเจ็บป่วยล่ะ

ถึงแม้บางท่านจะบอกว่า ท่านแยกจิต ออกจากกายได้

ถึงกายปวดและจิตท่านไม่ปวด

ท่านเลยไม่ทรมาน

ก้ออาจจะจริง 

แต่ปรากฎการณ์ในบ้านสวนฯ

โดยท่านอ.อุบล

ท่านทำให้หายเจ็บ หายจน

เลยนี่นา

ไม่ต้องแยกกาย แยกจิตอะไรเลย

แสดงว่าเราไม่จำเป็นต้องมาทนรับกรรมชั่ว

ที่เราทำมาไปตลอดจนหมด กรรม

หรือตายกันไปข้างหนึ่งเลยสิ

แสดงว่าท่าน อ.อุบล ช่วยให้เราหมดกรรมได้เร็วขึ้น

แสดงว่าท่าน อ.อุบล ช่วยล้างกรรมเก่าให้พวกเราได้เลยนะเนี่ย

เพราะหายเจ็บ หายจน แบบทันที

เอ๊ แล้วทำไมพระพุทธเจ้า หรือ ครูบาอาจารย์อื่นๆไม่ทำล่ะ

อ้อยเลยคิดว่า

เป็นเพราะท่านไม่รู้มากกว่า

ธรรมชาติของคน ถ้ารู้ว่า

มีวิธีที่เราสามารถหายเจ็บ หายจน

ได้

ไม่ว่าใครๆก็ต้องทำอยู่แล้วละ

แล้วท่าน อ.อุบลเป็นใครนะ

ที่สามารถทำให้คนหายเจ็บ หายจนได้ทันที

เหมือนสามารถล้างกรรมเก่าให้เราได้เลย

การที่ทุกๆพระองค์ไม่ทราบ อาจเป็นเพราะไม่ใช่หน้าที่ของท่าน

อ้อยมีความเชื่อที่ว่า

แต่ละคนมักจะมีหน้าที่ องค์ความรู้

เฉพาะของตัวเอง

มีหน้าที่เฉพาะของตัวเอง

ดังนั้นท่าน อ.อุบล ท่านต้องมีหน้าที่เฉพาะของท่าน

ที่ทำให้ท่านสามารถช่วยให้คนหายเจ็บ หายจน

ได้ทันที

ถ้าทำตามที่ท่านสอน

โดยที่เราไม่ต้องทนทุกข์ทรมานไปตลอด

ไม่ต้องรอไปตายแล้วเกิดใหม่

ไม่ต้องรอให้กรรมหมดก่อน

แล้วท่าน อ.อุบลเป็นใครนะ ที่สามารถช่วยคนหายเจ็บ หายจน มีแต่ความสุข  คิดดูว่าถ้าทุกคนในโลกได้มาพบอาจารย์ แล้วมีแต่ความสุข โลกเราจะน่าอยู่ขนาดไหน ที่สำคัญถ้าเป็นอย่างนั้นได้ ที่ทุกคนมีแต่ความสุข ไม่มีคนจน คนเจ็บ นั่นมันคนในยุคพระศรีอาริย์นี่นา

เอ๊ะชักเข้าเค้าแระ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อ้อย (ปาริชาต ชมภู) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 21:18:53


ความเห็นที่ 25 (1650753)

บารมีอันมิอาจประมาณ

ของท่านพ่อ ดตาจินิน

พวกเรา

หลายคนได้พิสูจน์กันแล้ว

ทั้งในบ้านสวน

นอกบ้านสวน

ทางเฟสบุ๊ค ด้วยการ

ทำน้ำทิพย์

การส่งความรัก ความเมตตา

จากท่านพ่อ

ไปยังผู้เข้าร่วมพิธี

แบบไม่มีเงื่อนไข ใครได้สัมผัส

และทำตามกติกาได้

ต่างก็

หายจากอาการเจ็บป่วยทางกาย

และทุกข์่ทางใจกันทั้งนั้น

***************

สาธุ ค่ะ อาจารย์

ขอบคุณ / ขออนุโมทนา

กับการตั้งกระทู้คำถาม

และ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้

เป็นการเริ่มต้นงานติดกระจก

ท่าน อ.อุบล เมตตาสุด ๆ

ให้พวกเรา ลูกหลาน

ได้มีโอกาสบุญแบบมหาศาล

และปรากฏการณืที่ได้เกิดขึ้น

อย่างเห็นได้ชัดเจน

และ

ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เกิดขึ้น

เกิดแต่กรรม

และ

ทำให้รู้่ชัดว่า

ท่าน ดตาจินิน

อยู่เหนือกรรม

************

ผู้แสดงความคิดเห็น ประวีณา แค้มป์ ( แมว ) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 21:40:27


ความเห็นที่ 26 (1650754)

ขอนำเสนอภาพถ่าย

ของคุณสุดาดวง อุปแสน

จาก อ.ชุมแพ จ. ขอนแก่น

ซึ่ง พี่คนนี้ ได้รับทุกข์ ทรมาน

จาก โรคที่ประสบอยู่

และเมื่อมีโอกาสได้มาร่วมบุญใหญ่

ได้ร่วม ติดกระจกองค์พระใหญ่

ความเจ็บ ปวด ทรมาร ไม่ปราฏฏ

อัตที่จริง ต้องบอกว่า

เมื่อเข้ามาในดินแดน มหัศจรรย์

อาการเจ็บ ปวด ก็ไม่ปรากฏ

เธอสามารถ ยกถังปูน

ร่วมงานบุญหนัก ๆ ได้อย่างสบาย ๆ

อิอิ ยังคิดไม่ออกใช่ป่ะคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ประวีณา แค้มป์ ( แมว ) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 21:42:07


ความเห็นที่ 27 (1650755)

ว่า พี่เค้าเป็นอะไร

เอ้า งั้นมาดูรูปกันดีกว่า

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ประวีณา แค้มป์ ( แมว ) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 21:42:54


ความเห็นที่ 28 (1650756)

ค่ะ และ นี่คือ 1 ตัวอย่าง

ผู้ที่ได้พบ สัมผัส แดนมหัศจรรย์

แต่ขอบอกค่ะว่า

พี่เค้าบอกว่า ตั้งแต่เข้ามา

ที่บ้านสวนพิรามิดแห่งนี้แล้ว

อาการดีขึ้นอย่างมากๆๆๆๆๆ

ดูพี่เค้า สดใส มีความสุข

และ มีความหวัง ในชีวิตค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ประวีณา แค้มป์ ( แมว ) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 21:43:26


ความเห็นที่ 29 (1650757)

และภาพทั้งหมดนี้ ก็คือ

บุคคลที่ คุณอ้อย

ได้กล่าวถึง

******************

ล่าสุดเป็นแผลเปิด ติดเชื้อ ที่เต้านม แผลใหญ่มาก

ต้องปวดที่สุดในโลก

แต่กลับไม่ปวดเลย

และแผลติดเชื้อขนาดนี้แผลต้องเหม็นมาก

แต่หลังจากได้

น้ำทิพย์บารมีท่านพ่อ ดตาจินิน

กลับไม่ปวดแผล

แผลไม่มีกลิ่นเหม็นเลย

ปรากฎการณ์เหล่านี้ ทำให้สงสัยว่า

การที่เราเจ็บป่วยโดยเฉพาะโรคเรื้อรัง

ร้ายแรงต่างๆ แม้แต่ปัญหาทางงาน

เงิน มักจะเกิดจากกรรม ชั่วที่เราทำมา

เลยต้องรับผลกรรม

เพราะเราเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ผ่านมาไม่ได้

เราเลยต้องรับกรรมไปจนกว่าจะหมดกรรมซิ

อย่างครูบาอาจารย์ต่างๆที่ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ

ต่างๆก็ป่วย เข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น

แม้แต่พระพุทธองค์ก็มีหมอชีวกฯ

คอยรักษา

แต่ท่านอาจารย์อุบล

ช่วยให้เราหายจากป่วย หายจากความจน

ได้ โดยใช้ธรรมะพระพุทธองค์ ที่ว่า

ทุกอย่างเกิดแต่เหตุ เหตุดับ ผลย่อมดับด้วย

เพราะพอพวกเราระลึกรู้เหตุได้

ผล คือ เจ็บป่วย จน

ก็หายทันที

***************************

โอกาส อันยิ่งใหญ่

ของพลังรัก และ เมตตา 

อย่างไม่มีเงื่อนไข

ของ

ท่าน ดตาจินิน

กราบ ๆ ๆ

กราบพระบาทขอบพระคุณ

ในความรัก ที่มอบให้ ลูกหลาน

กราบ ๆๆ

กราบเท้าขอบพระคุณ

ในความเมตตา ที่ อ.อุบล มอบให้

กับพวกเรา สัตว์ ผู้ยาก

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ประวีณา แค้มป์ ( แมว ) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 21:49:40


ความเห็นที่ 30 (1650759)

เมื่อตอนเป็นเด็กเคยได้ยินผู้ใหญ่่ว่า ถ้าเด็กซน เด็กขี้สงสัย ถามนั่นถามนี่ เป็นเด็กฉลาด ก็เห็นจะจริง ถ้าพี่ธนาไม่เปิดประเด็นด้วยความสงสัยนี้ คนโง่ ๆ แบบอัญก็คงไม่เคยคิดวิเคราะห์  

ว่าตลอดเวลาที่ได้มาสัมผัสบ้านสวน ได้เจอปรากฎการณ์ต่าง ๆ ที่เรียกว่า "สุดมหัศจรรย์" ทั้งกับตัวเอง ที่เมื่อก่อนต้องทนทุกข์ เจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ มานาน  จากการกระทำผิืดศีลทั้ง 5 ข้อ ของตัวเอง

แต่หลังจากที่ได้รับความเมตตาจากท่านอาจารย์อุบล  ได้รู้ธรรมมะที่แท้จริงของพระพุทธองค์ และ ได้รับโอกาส เรียนรู้ปฎิบัติสิ่งต่าง ๆ มากมาย ทั้งทางโลก และ ทางธรรม

ปัจจุบันชีวิตเปลี่ยน เหมือนได้เกิดใหม่ มีความสุขทุกอย่าง  และยังได้เห็น คนอื่น ๆ มากมายที่ได้พ้นทุกข์เหมือนเรา   แต่ทำไมถึงไม่เคยนำไปคิดวิเคราะห์ต่อ  ว่า

ท่านอาจารย์อุบล  ที่ดูภายนอก ก็เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ไม่ได้มีฐานันดรศักดิ์ มียศ มีตำแหน่งนำหน้า เหมือนใครหลาย ๆ คน มีชีวิตครอบครัว มีฐานะ และ สิ่งต่าง ๆ เหมือนคนทั่วไป จะแตกต่างอยู่นิดนึงก็ตรงที่ ทุกคนในครอบครัวมีความรักความเข้าใจ กัน ดูเป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก ๆ

แล้วทำไม ท่านอาจารย์อุบล และ ครอบครัว ถึงต้องมาเหนื่อย เสียสละทุกอย่าง ทั้งแรงกายและกำลังทรัพย์ในการ สร้างบ้านสวนพีระมิด เพื่อช่วยคนให้พ้นทุกข์  นอกจากนั้นแล้ว ทุก ๆ สถานที่ที่ท่านอาจารย์ไป  ก็จะเิกิดปรากฏการณ์ ผู้คนล้วนพ้นทุกข์ กันอย่างง่ายดายเหมือนที่บ้านสวน ฯ ด้วยเช่นกัน 

อีกทั้งท่านอาจารย์ยังสามารถติดต่อสื่อสาร กับ สิ่งศักดิ์ทุก ๆ พระองค์ โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง กับ ท่านดตาจินิน ผู้ีอยู่เหนื่อทุกสรรพสิ่ง และมีบารมีสูงสุดในอนันตจักรวาล  

ฉะนั้นจะขอร่วมหาคำตอบว่า "ท่านอาจารย์อุบล เป็นใครกันแน่" สงสัยจริง ๆ ค่ะ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อัญ - อนัญญา สุขถาวร ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 22:00:11


ความเห็นที่ 31 (1650760)

NNa LSa

 

***********เอพี/เอเยนซี/วิกิพีเดีย/อินเทอร์เน็ต - อียิปต์แถลงข่าวการค้นพบที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งในวงการโบราณคดี รองจากการพบ "ตุตันคาเมน" หลังวิเคราะห์ "ฟัน" และข้อมูลดีเอ็นเอจนมั่นใจว่าสามารถระบุมัมมี่ของ

"ฮัตเชปซุต" ฟาโรห์หญิงผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในอาณาจักรอียิปต์โบราณได้แล้ว แต่พระศพเจ้าของสมญา "ราชินีมีเครา" ผู้ยิ่งใหญ่กลับซ่อนอยู่ในหลุมเล็กๆ แถวหุบผากษัตริย์


เมื่อเอ่ยถึงกษัตริย์แห่งดินแดนไอยคุปต์ นอกจาก "ตุตันคาเมน" (Tutankhamun) 
แล้ว "ฮัตเชปซุต" (Hatshepsut) เป็นชื่อต้นๆ ที่ผู้คนนึกถึงในฐานะผู้ปกครองแห่งยุคทองของอาณาจักรอียิปต์
"ฮัตเชปซุต" เป็นที่รู้จักกันดีในนาม "ราชินีมีเครา" เพราะตลอดเวลาที่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ พระนางทรงเครื่องทรงของบุรุษ และมีเคราปลอมสวม เพื่อความสะดวกในการขึ้นเป็นฟาโรห์ปกครองอาณาจักรอียิปต์ในช่วงปีที่ 1479 - 1458 ก่อนคริสตศักราช (ประมาณ 3,500 ปีก่อน) หลังฟาโรห์ทุตโมซิสที่ 2 (Tuthmosis II) ซึ่งเป็นทั้งน้องชายต่างมารดาและพระสวามีสิ้นพระชนม์ลง


"ฮัตเชปซุต" สถาปนาตัวเองเป็นฟาโรห์หญิงองค์แรกและองค์เดียวของอียิปต์ นับเป็นสตรีผู้ทรงอำนาจคนแรกแห่งโลกโบราณ มีอิทธิพลมากกว่าราชินีเนเฟอร์ติตี (Nefertiti) เสียอีก


ทว่า ฟาโรห์องค์ที่ 5 แห่งราชวงศ์ที่ 18 ครองบัลลังก์ได้เพียง 21 ปีก็หายตัวไปอย่างลึกลับ รวมทั้งมัมมีพระศพที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่าฝังว่าไว้ที่ใด


อาจเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไป ผ่านประวัติศาสตร์หรือแผ่นฟิล์มที่มีการกล่าวขานถึงพระองค์มากมาย ขณะที่เนเฟอร์ตีติ ราชินีอีกองค์ของอียิปต์ที่โด่งดังไม่แพ้กัน ในฐานะมเหสีของฟาโรห์นอกรีตอย่างอาเคนาเทน ซึ่งเพิ่งมีการค้นพบพระเศียรที่มีชื่อเสียงก้องโลก


แต่ล่าสุดการค้นพบของ ดร.ชาฮี ฮาวาส เลขาธิการคณะกรรมการสูงสุดด้านโบราณวัตถุของอียิปต์ ก็ทำให้หน้าประวัติศาสตร์ของอียิปต์ต้องเปลี่ยนไปอีกครั้ง เมื่อมีการค้นพบพระศพของฮัทเชปซุต ราชินีที่ปกครองอียิปต์ในช่วงปี 1473-1458 ก่อนคริสต์ศักราช


ดร.ฮาวาสและทีมงาน ได้เข้าไปสำรวจยังห้องเก็บศพขนาดใหญ่ที่ลึกลงไปในพิพิธภัณฑ์แห่งกรุงไคโร ทีมงานต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับกระบวนการทำมัมมี่ราชวงศ์และร่องรอยจากหลุมศพที่เคยถูกสำรวจแล้วสองหลุมที่เกี่ยวโยงกับฮัทเชปซุต 
สุดท้ายทีมงานได้ระบุการพิสูจน์ลงจนเหลือมัมมี่ 4 ร่างจากที่มีอยู่นับพัน ๆ ร่าง

ผู้แสดงความคิดเห็น ประภาสิริ ถาวร (มิ้ม) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 22:39:19


ความเห็นที่ 32 (1650761)

การค้นพบมัมมี่ของฮัทเชปซุตเป็นหนึ่งในการค้นพบที่สำคัญที่สุดของอียิปต์ พระนางครองราชย์ในสมัยราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์โบราณซึ่งเป็นยุคที่รุ่งเรือง แต่พระนางกลับถูกลบชื่อออกจากประวัติศาสตร์ของอียิปต์ไปอย่างลึกลับ เราหวังว่ามัมมี่ร่างนี้จะช่วยไขความลึกลับนี้ รวมถึงสาเหตุการสิ้นพระชนม์ของพระนางด้วย

การทำสแกนด้วยระบบคอมพิวเตอร์ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเชื่อมโยงลักษณะทางร่างกายบางประการของมัมมี่ทั้งสี่ร่างกับเครือญาติของฮัทเชปซุต การค้นคว้าบีบลงเหลือความเป็นไปได้สองทาง ซึ่งทั้งสองทางระบุว่ามัมมี่มาจากหลุมศพของแม่นมของฮัทเชปซุต และหลักฐานสุดท้ายอยู่ที่คาโนปิ ภาชนะบรรจุอวัยวะภายในของมัมมี่ ที่มีชื่อเป็นฟาโรห์ผู้หญิง การสแกน กล่องคาโนปิเผยให้เห็นฟันซี่หนึ่งซึ่งเมื่อวัดขนาดพบว่าพอดีกับฟันกรามซี่บนที่หายไปของหนึ่งในมัมมี่ทั้งสองร่าง

 

      ฮัทเชปซุตเป็นธิดาของทุตโมซิสที่ 1 และอาห์มอส ซึ่งเป็นธิดาคนเดียวที่มีชีวิตรอด หลังจากทุตโมซิสสวรรคต โอรสของพระองค์คือทุตโมซิสที่ 2 ก็สืบราชบัลลังก์ต่อ และตามธรรมเนียมพระองค์ได้อภิเษกสมรสกับฮัทเชปซุต เชษฐภคิณี (พี่สาว) ต่างมารดา ซึ่งสืบเชื้อสายกษัตริย์โดยตรงและช่วยให้การครองราชย์
ของเขาเป็นไปโดยชอบธรรม รวมทั้งช่วยเสริมสถานะของเขาให้แข็งแกร่ง


ฮัทเชปซุตและทุตโมซิสที่ 2 มีโอรสด้วยกัน 1 พระองค์ชื่อ เนเฟอรูเรอ บันทึกกล่าวถึงเนเฟอรูเรอว่าเป็นเจ้าชายหนุ่มที่มีเครา ดูเหมือนว่าฮัทเชปซุต กำลังพยายามปลุกปั้นให้เป็นว่าที่ฟาโรห์ แต่เนเฟอรูเรอสิ้นพระชนม์เมื่ออายุได้ 16 ปี

 

ดังนั้นเมื่อทุตโมซิสที่ 2 สิ้นพระชนม์ ราชินีม่ายจึงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทน ทุตโมซิส ที่ 3 
ซึ่งเป็นลูกเลี้ยงที่ยังเด็กเกินกว่าที่จะเข้ารับตำแหน่งและความรับผิด ชอบในฐานะฟาโรห์

ผู้แสดงความคิดเห็น ประภาสิริ ถาวร (มิ้ม) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 22:42:11


ความเห็นที่ 33 (1650762)


******อาจเป็นไปได้ว่า เพียง 1-2 ปีของการเป็นผู้สำเร็จราชการ ฮัทเชปซุตก็ค่อย ๆ เปลี่ยนตัวเองเป็นฟาโรห์ แม้จะกำลังดำรงตำแหน่งราชินีซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการ แต่พระนางก็สวมบทบาทของฟาโรห์ โดยเติมตำแหน่ง นายของสองแผ่นดินลงไปที่ชื่อ 
ซึ่งมีความหมายเท่ากับ ราชาแห่งสองแผ่นดิน ซึ่งเป็นตำแหน่งของฟาโรห์ และที่คาร์นัคก็มีภาพของพระนาง
กำลังบวงสรวงเทพเจ้า รวมถึงการนำหินมาสร้างแท่งหินโอบิลิสก์ 2 แท่งที่คาร์นัค 


ซึ่งโดยทั่วไปก็จะเป็นกิจกรรมของฟาโรห์เท่านั้น
พระนางประกาศตนเองเป็นผู้ปกครอง และเรียกตัวเองว่า ฟาโรห์แห่งอียิปต์เหนือและอียิปต์ใต้ มาทคาร่าและธิดาแห่งเร พระนางอ้างการสืบเชื้อสายโดยตรงจากเทพเจ้าอามุน ที่มาเยือนพระมารดาของพระองค์ขณะทรงพระครรภ์ 


ซึ่งทำให้พระนางเป็นธิดาของเทพ ฮัทเชปซุตจงใจใช้เครื่องราชกกุธภัณฑ์ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วเป็นของกษัตริย์ 
รวมทั้งใช้ลักษณะแบบผู้ชายหลายอย่าง เช่น เคราปลอมและเครื่องทรงแบบบุรุษ 
นอกจากนั้นยังให้คนวาดภาพและปฏิบัติต่อพระองค์อย่างผู้ชายด้วย

 

ฮัทเชปซุต เป็นฟาโรห์พระองค์แรกที่สร้างสุสานในหุบเขาแห่งกษัตริย์ มีอำนาจมากกว่าคลีโอพัตราหรือเนเฟอร์ตีติ ถึงแม้ว่าอำนาจของพระนางจะแผ่ไปทั่วอียิปต์และยุคสมัยของพระนางก็รุ่งเรืองแต่เรื่องราวของฮัทเชปซุตกลับถูกลบออกจากประวัติศาสตร์อียิปต์อย่างเป็นระบบ บันทึกทางประวัติศาสตร์ถูกทำลาย รูปปั้นถูกทุบและพระศพของพระนางถูกเคลื่อนย้ายออกจากหลุมศพ


การสิ้นพระชนม์ของพระนางจึงเป็นปริศนาจนถึงวันนี้
บางคนเชื่อว่านั่นเป็นการแก้แค้น เพราะพระนางชิงบัลลังก์ไปจาก ทุตโมซิสที่ ซึ่งเป็นลูกเลี้ยง แต่ทฤษฎีนี้ไม่สมเหตุสมผล เพราะพระองค์ปกครองร่วมกับฮัทเชปซุตนานถึง 20 ปี และทุตโมซิสที่ ก็ดำรงตำแหน่งแม่ทัพของกองทัพอียิปต์ เป็นที่รู้จักในฐานะฟาโรห์นักรบ การจะช่วงชิงอำนาจคืนจึงไม่ใช่เรื่องยาก


ทฤษฎีล่าสุดมุ่งความสนใจไปที่สายเลือด พระองค์เริ่มลบความทรงจำเกี่ยวกับพระนางในปลายรัชสมัยของพระองค์ ในช่วงที่ทรงเตรียมที่จะส่งมอบบัลลังก์ให้แก่ทายาทของพระองค์เอง จึงเป็นไปได้ว่าพระองค์อาจต้องการลบสัญลักษณ์ทุกอย่างของราชตระกูลเดิม ซึ่งฮัทเชปซุตเป็นผู้สืบเชื้อสายโดยตรง และตั้งเชื้อสายของพระองค์เองเป็นราชตระกูลหลัก พระองค์มาจากสายเลือดราชวงศ์ชั้นรอง เช่นเดียวกับพระชนกและพระสวามีของฮัทเชป ซุต แต่เมื่อฮัทเชปซุตสวรรคตแล้วนี่จึงอาจเป็นโอกาสอันดีเยี่ยม


ฟันกรามในกล่องซึ่งจารึกพระนามของฮัทเชป ซุตนั้นมีขนาดพอดีกับช่องว่างของฟันกรามในปากมัมมี่ที่เรียกว่า KV60A การวัดค่าความหนาแน่นของฟันที่ตรงกัน แต่การตรวจ DNA ของฮัทเชปซุตและสมาชิกในครอบครัวของพระนางยังดำเนินต่อไปในห้องแล็บของพิพิธภัณฑ์ไคโร เพื่อให้กระบวนการตรวจพิสูจน์ได้ผลลัพธ์แน่ชัดยิ่งขึ้น


ผู้แสดงความคิดเห็น ประภาสิริ ถาวร (มิ้ม) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 22:45:17


ความเห็นที่ 34 (1650763)

 

********วิหารประกอบพิธีศพที่ดาร์อี อัล บาห์รี ซึ่งอยู่ในเขต          "นครแห่งความตาย"   วิหารประกอบพระศพของฮัตเซปสุตนี้ พระนางทรงสั่งให้ก่อสร้าง อย่างประณีตสุดฝีมือ

ออกแบบและควบคุมงานโดยเซนเนมุต ซึ่งเป็นข้าราชสำนักคนสนิท

เป็นวิหารประกอบพิธีศพที่ใช้พื้นที่มากที่สุด

เพราะทางเดินที่นำไปสู่ตัววิหารมีความยาว กิโลเมตร

สองข้างทางเรียงรายด้วยรูปแกะสลัก เทพโอซิริส และ สฟิงซ์นับร้อย

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ประภาสิริ ถาวร (มิ้ม) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 22:46:52


ความเห็นที่ 35 (1650766)

 

ใครคือพระนางฮัตเชปสุต

 

 

  พระนางฮัตเชปสุตเป็นพระธิดาองค์โตที่เกิดจากพระมเหสีของฟาโรห์

 

  ธุตโมซิสที่ 1 (Thutmosis I)  เมื่อพระราชบิดาสวรรคตลง พระนางก็แต่งงานกับ

 

   น้องชาย (หรือพี่ชาย?) ผู้เกิดจากสนม แล้วขึ้นครองบัลลังก์ร่วมกันในฐานะ

 

  ฟาโรห์ธุตโมซิสที่สองและพระมเหสีตลอดระยะเวลา 15 ปี 

 

   เมื่อฟาโรห์สิ้นพระชนม์ลง พระนางฮัตเชปสุตได้ทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชกา

 

 แทนเจ้าชายองค์น้อย โอรสของสวามีซึ่งเกิดกับพระสนม

 

  เวลาผ่านไปสามปี พระนางฮัตเชปสุตก็ทรงขึ้นครองราชย์อย่างเต็มตัวโดย

 

  ประกาศเป็นฟาโรห์ฮัตเชปสุต แล้วครองราชย์ต่อมาอีกถึง 21 ปี 

 

  (ระหว่างปี 1479-1458/7? ก่อนคริสตกาล)

 

   แม้อียิปต์โบราณจะมีฟาโรห์สตรีเช่นพระนาง 6 หรือ 7 พระองค์  แต่แทบทุกกรณี เป็นการใช้อำนาจร่วมกับพระสวามีหรือราชโอรสบุญธรรมทั้งสิ้น  

 

 กรณีของพระนางฮัตเชปสุตและพระนางคลีโอพัตราที่ 7

 

  ซึ่งครองบัลลังก์อียิปต์ตามลำพังอย่างยาวนานถึง 20 ปีเศษนั้น

 

  ต้องถือว่าเป็นกรณีพิเศษและวิเศษจริงๆ

 

 
ผู้แสดงความคิดเห็น ประภาสิริ ถาวร (มิ้ม) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 23:15:51


ความเห็นที่ 36 (1650768)

 การสาบสูญ

เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าเมื่อเจ้าชายรัชทายาทต้องรอเวลาอยู่นานถึง 2 ทศวรรษ

 

ย่อมจะมีความผูกใจต่อแม่เลี้ยงด้วยความแค้นเคืองอย่างสาหัส

 

 

ฉะนั้น เมื่อพระนางฮัตเชปสุตสิ้นพระชนม์ลง (ดร.ฮาวาสส์พบว่ามัมมี่ของพระนาง

 

มีพระชันษา 50 และทรงทนทุกข์ทรมานด้วยโรคเบาหวานและมะเร็งตับ) เจ้าชาย

 

รัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 3 ได้ ก็ทรงทำการ ลบพระนาม

 

ของพระนางฮัตเชปสุตซึ่งปรากฏอยู่ในที่ต่างๆ ออก

 

 

นี่ไม่ใช่การแก้แค้นธรรมดาของฟาโรห์พระองค์ใหม่ที่รอคอยความตายของ

 

พระราชมารดาเลี้ยงมาตลอด 21 ปี  แต่เป็นการลบประวัติศาสตร์และการดำรงอยู่

 

ของ ศัตรู ของพระองค์ ในขณะเดียวกับที่ประกาศความมีตัวตนอยู่ของพระองค์

 

ควบคู่กับการบันทึกเรื่องราวของประวัติศาสตร์หน้าใหม่

 

 

มีเหตุผลที่ชวนให้เชื่อว่าการชำระประวัติศาสตร์เช่นนี้คงจะได้ค่อยๆ เริ่มทำจาก

 

พื้นที่ที่ห่างไกลก่อน (เพราะอาจเป็นพื้นที่ที่ความนิยมในตัวพระนางค่อนข้างเจือ

 

จาง) และได้ดำเนินไปตลอดรัชสมัยอันยืดยาวถึง 33 ปีของพระองค์ ทั้งยังต่อ

 

เนื่องไปจนถึงฟาโรห์พระราชโอรสของพระองค์อีกด้วย

 
 

การ ต่อย จำหลักพระนามของบุคคลทิ้ง หรือต่อยทำลายบางส่วนของร่างกาย

 

เช่น ปาก แขน ขา เป็นเคล็ดที่จะทำให้บุคคลนั้นๆ มีสภาพที่ไม่สมบูรณ์ อันจะท

 

ทำให้ กา” (Ka) หรือจิตวิญญาณไม่อาจจดจำร่างเดิมของตนได้  ชีวิตหลังความ

 

ตายของบุคคลนั้นก็จะไม่สามารถพบความสุขอันเป็นนิรันดร์ (eternal life) ใน

 

โลกหน้าได้เลย

 

 

แต่พระนางฮัตเชปสุตไม่เหมือนใครๆ  เมื่อคราวขึ้นครองราชย์ พระนางได้ทรง

 

สร้างตำนานของพระองค์เองว่าทรงเป็นราชธิดาของฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 1 และ

 

ขณะเดียวกัน ก็ทรงเป็นพระธิดาของจอมเทพอามูน (Amun) ด้วย  ดังนั้น

 

พระองค์จึงทรงเฉลิมพระนามขณะเป็นฟาโรห์ว่ามาอัตการา (Maatkara) ซึ่งแปล

 

ว่าผู้เป็นที่รักของสุริยเทพอามูน  และขณะที่คนอื่นๆ มีกาเพียงหนึ่ง แต่พระนาง

 

ทรงมีถึง 9 กา

 

 

 

เรื่องราวของพระนางฮัตเชปสุตสาบสูญหายไปจากความทรงจำของคนจาก

 

การ ลบประวัติศาสตร์ ทิ้งโดยพระราชโอรสเลี้ยง แล้วยังถูกซ้ำเติมด้วยการตาย

 

ของภาษาไฮโรกลิฟเนื่องมาจากความผันแปรของประวัติศาสตร์  ความรับรู้เกี่ยว

 

กับอียิปต์โบราณสูญหายไปจากโลกมนุษย์จวบจนฌอง-ฟรองซัวส์

 

ฌองโปลิยง (Jean-François Champollion) สามารถอ่านภาษาอียิปต์โบราณได้

ผู้แสดงความคิดเห็น ประภาสิริ ถาวร (มิ้ม) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 23:22:16


ความเห็นที่ 37 (1650769)

พวกเราเก่งกันจังเลยนะ

ที่หาประวัติ

เกี่ยวกับพระนางเนเฟอร์ตารี

จนได้

ทั้งที่ไม่ค่อยจะมี

และ

พระนางถูกกล่าวถึงน้อยมาก

แต่พวกเราก็หากันจนเจอ


อยากดูรูป

ราชินีมีเคราจังเลย

 

 

เอ

แล้วเรื่องราว

ประวัติศาสตร์อียิปต์

มันจะเกี่ยวข้องกับ

ท่านดตาจินิน และ ปรากฏการณ์

บ้านสวนพีระมิด

อย่างไรเนี่ย


พ่อใหญ่ธนาจ๋า

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.อุบล ศุภาเดชาภรณ์ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 23:22:46


ความเห็นที่ 38 (1650771)

ราชินีมีเครา 

ผู้แสดงความคิดเห็น ประภาสิริ ถาวร (มิ้ม) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 23:29:33


ความเห็นที่ 39 (1650772)

Nutcha Promthongkaew

  Say Naptera ( Nefertari) 

" The Great queen of Egyep to Padukhepa, the great queen

 

oh Hattie, my sister,thus. With you, my sister, 


May all be well and with you country may all be well. Behold,

 

I have noted that you, my sister, have written me enquiring

 

after my well being. And you have written me about

 

the matter of peace and brotherhood between the great king

 

of Egypt and his brother, the great king og Hattie. May the

 

sun got( of Eygpt) and the storm got ( of Hatti )bring you joy

 

and may the sun god cause the peace to be good....


I in friendship and sisterly relation with the great queen

 

( of Hatti ) now and forever.

 

Nafertari's letter to Padukhepa, the Hittite queen, expresse

her wishes for lasting peace.


 

หนังสือของ John McDonald  เป็นจดหมายของพระนางเนเฟอตารี

เขียนถึงราชินีแห่ง Hattie.

 ******************************************

พระนางเนเฟอตารีพูดว่า 
ุจากราชินีที่ดีที่สุดของอียิปต์ (คือพระนางเนเฟอตารี ) ถึงราชินีที่ดีที่สุดแห่งฮาติ 
ขอให้ทุกอย่างและประเทศของคุณมีแต่สิ่งที่ดี ฉันเขียนถึงคุณ 
น้องสาวของฉันได้เขึยนสอบถามมาหลังจากทุกสิ่งทุกอย่างของฉันกำลังดีขึ้น
และคุณก็ได้เขียนถึงฉันเกียวกับเรื่องความสงบสุขของพี่น้องระหว่างราชาที่ดีที่สุดแห่งอียิปต์และฮาติ

 

ขอให้ลูกชายของพระเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ (ลูกชายของพระนาง ) และลูกชายของพระเจ้าแห่งพายุ (ลูกชายของฝั่งของฮาติ ) ทำให้คุณมีความสุขและความสงบสุข

พระนางบอกว่า ฉันจะเป็นเพื่อนและพี่สาวของราชินีแห่ง ฮาติ ตลอดไป

ผู้แสดงความคิดเห็น ประภาสิริ ถาวร (มิ้ม) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-28 23:37:30


ความเห็นที่ 40 (1650774)

เรื่องนี้เกี่ยวข้องโยงใยกันสุดๆเลยค่ะ

เพราะหากมองจากประวัติพระนางเนเฟอร์ตารีแล้ว

จะหาได้น้อยมาก 

แต่เมื่อมาหาตามชื่อของ ราชินีมีเครา

เราจะได้ประวัติค่อนข้างเยอะ 

ถึงแม้ว่าในประวัติศาสตร์จะไม่ได้บอกว่าเป็นคนๆเดียวกัน

แต่เมื่ออ่านประวัติของพระนางทั้ง 2 แล้ว

เหมือนการต่อจิ๊กซอว์เลย

คือพอเอาเรื่อง 2 พระนางมาปะติดปะต่อกันแล้ว ..มันใช่เลยอะ

มันเหมือนคนๆเดียว แต่ประวัติคงโดนทำลายอย่างที่เค้าบอกมาจริงๆ

จึงทำให้ประวัติขาดช่วงไปบ้าง 

แต่หลายๆอย่างก็ทำให้รู้สึกว่าเป็นคนๆเดียวกัน 

เช่น 

- ฉายากษัตริย์ 2 แผ่นดิน --- ที่ทั้ง 2 พระนางมีฉายานี้เหมือนกัน

- ในประวัติศาสตร์ต่างก็บอกว่ายุคพระนางเป็นยุคที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในอียิปต์

สมัยนั้น ซึ่งเจริญที่สุดก็ต้องมีเพียง 1 ยุคเท่านั้น แต่ประวัติทั้ง 2 พระนางกลับบอกว่าเป็นยุคที่เจริญที่สุด เหมือนกันเปี๊ยบ

-เรื่องของประวัติที่โดนทำลายก็เหมือนกันอีก  บร๊ะเจ้า อะไรมันจะบังเอิญขนาดนั้น

-และยังบอกว่าพระนางเป็นสตรีที่เลอโฉมที่สุด สวยที่สุด เก่งที่สุด ในอียิปต์สมัยนั้น (ก็เหมือนกันอีก)

โอ๊ย อ่านแว้วตื่นเต้นค่ะ มาช่วยกันค้นหาเต๊อะพี่น้อง 55

กุญแจไขประตูอยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว 

กรีสสสสสสสสสสสสสสสสส

ผู้แสดงความคิดเห็น นันทนา แหกาวี ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-29 03:47:50


ความเห็นที่ 41 (1650780)

แหม่..มาตื่นเต้นสุดๆ ก็ตอนที่น้องหญิงนำข้อมูลเกี่ยวกับ พระนางเนเฟอร์ตารี่ และ ราชินีมีเครา มาวิเคราะห์ให้เห็นกันชัดๆนี่แหล่ะ ฉะนั้น เอาคำตอบที่ได้ทดไว้ในใจก่อนนะคะ แล้วก็มาต่อจิ๊กซอว์กันอีก (คือ เอาไปวิเคราะห์กันต่ออีกนะคะ )

...................................................................

เอา เป็นว่า ผมเริ่มจาก พระนางเนเฟอร์ตารี ก่อนเพราะผมจำได้ว่า ดร.จิตราพูดเรื่องนี้เมื่อหลายปีก่อนกับท่านอาจารย์อุบลว่า ท่านอาจารย์อุบลเกี่ยวข้องกับพระนางเนเฟอร์ตารีเป็นอย่างมาก อิอิ หรือหากจะพูดตรงๆก็คือ ดร.จิตราบอกค่อนข้างชัดแล้วว่า อดีตชาติของท่านอาจารย์อุบลคือใคร

.................................................................

จาก คห.ที่ 36

 

แต่พระนางฮัตเชปสุตไม่เหมือนใครๆ 

 

เมื่อคราวขึ้นครองราชย์ พระนางได้ทรง

 

 

สร้างตำนานของพระองค์เองว่า

 

ทรงเป็นราชธิดาของฟาโรห์ธุตโมซิสที่ 1 และ

 

 

ขณะเดียวกัน ก็ทรงเป็นพระธิดาของจอมเทพอามูน (Amun) ด้วย

 

  ดังนั้น

 

 

พระองค์จึงทรงเฉลิมพระนามขณะเป็นฟาโรห์ว่า

 

มาอัตการา (Maatkara) ซึ่งแปล

 ว่า  ผู้เป็นที่รักของสุริยเทพอามูน  

และขณะที่คนอื่นๆ มีกาเพียงหนึ่ง แต่พระนาง

 

ทรงมีถึง 9 กา

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

บังเอิญดีนะคะ ที่ฟาโรห์หญิง ฮัทเซปสุต ก็ประกาศพระองค์อย่างชัดแจ้งว่า เป็นธิดาของสุริยเทพอามุน

ว่าแต่สุริยเทพอามุน คือพระองค์ใด (เซิร์ชทางกูเกิ้ลดูก็ได้ค่ะ มีข้อมูลมากมาย)

 

ขอก็อปมาให้อ่านสั้นๆ...  เรื่องของเหล่าเทพในสมัยอียิปต์โบราณที่มีจำนวนมหาศาล  แต่องค์ที่ได้รับชื่อว่าเป็นราชะแห่งเทพทั้งมวลคือ  เอมุนรา แต่เดิมเรารู้จักและสักการะในนามของราหรือเร สุริยเทพประจำเฮลิโอโปลิสต่อมาภายหลังได้รับการยกย่องให้เป็นเทพแห่งรัฐ  จนมาถึงสมัยราชวงศ์ที่ 5  ชาวอียิปต์โบราณได้ยกย่องให้เทพองค์นี้ประดุจบิดาผู้ให้กำเนิดฟาโรห์และ เชื่อว่าฟาโรห์ทุกพระองค์อวตารมาจากเทพองค์นี้    

 

ภายหลังเทพองค์นี้มีผู้นับถือควบคู่กับเทพเอมุนแห่งนครธีบส์  เทพเอมุนเป็นเทพผู้รักษาและดำรงความเที่ยงธรรมในโลก

 

 และการที่สุริยะฉาดฉายแสง แก่ทุกผู้เสมอเท่าเทียมกัน ไม่แบ่งแยกราชาหรือยาจก นั้นจึงเทียบได้กับความเที่ยงธรรมที่ไม่ลำเอียงให้แก่ผู้ใด  ดังนั้นเทพองค์นี้จึงได้รับการขนานนามร่วมกันว่าเอมุนรา  เทพผู้ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่งในโลก  พระนามของเอมุนรามีมากมาย  ยามแรกรุ่งอรุณคือคีเปราหรือเคเฟอร์  ยามเที่ยงคือรา  และยามเย็นคือตุม  อาตุมรา,อาตุม-รา-คาเฟอร์ และ รา-ฮารัคเต  ”

 

......................................................................

ว่าแต่ ประวัติอดีตองค์จักรพรรดิ์หญิงแห่งอียิปต์ จะมาเกี่ยวข้องอย่างไรกับพระจักรพรรดิ์ที่กำลังจะมาปรากฏพระวรกาย เร็วๆนี้ รึเปล่า..หนอ..

 

แล้วเรื่องเหล่านี้ เกี่ยวโยงอย่างไรกับปาฏิหาริย์ต่างๆที่เกิดขึ้นที่บ้านสวนพีระมิดในขณะนี้ หรือไม่(ไม่แน่ใจ )

 

แต่ที่แน่่ๆ ช่วงนี้เห็นกันได้ชัดๆว่า ทุกคน ได้รับความเมตตาจากท่านพ่อดตาจินิน กันถ้วนหน้าและอย่างเท่าเทียมกันซะด้วย...

....................................

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ชนิดา เชิงสะอาด ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-29 09:38:34


ความเห็นที่ 42 (1650793)

 ฟาร์หญิงฮัปเซตซุส

 

                ทุตโมสที่ 2  ผู้สืบบัลลังก์ได้ปกครองอียิปต์อยู่ 14  ปี  แต่ดูเหมือนว่าจะทรงป่วยออดๆ แอดๆ  อยู่ตลอด  ทุตโมสที่  2  จึงหาทางครองบัลลังก์อย่างมั่นคงด้วยการสมรสกับฮัปเชปซุต น้องสาวร่วมบิดาและธิดาของทุตโมสที่  1  คงหวังจะได้สายเลือดของฟาโรห์ทุตโมสที่  1 เข้ามาช่วยเพิ่มสิทธิธรรมในการปกครอง 

ราชินีฮัตเชปซุตนั้นนับเป็นบุคคลที่น่าสนใจที่สุด  และอาจจะทรงความสามารถด้านการปกครองยิ่งกว่าฟาโรห์บุรุษส่วนมาก  ทรงเชี้ยวชาญด้านการปกครองและแสดงความเป็นผู้นำจนข้าราชสำนักต่างประจักษ์ในความสามารถ

ก่อนที่พระสวามีทุตโมสที่  2  สวรรคตในราวปี  1479  ก่อน ค.ศ.  ก็ได้หาทางจำกัดความทะเยอทะยานของพระนาง  โดนทรงแต่งตั้งทุตโมสที่  3  ซึ่งเป็นพระโอรสของพระองค์กับสนมอีกนางหนึ่ง  ให้ครองฐานะฟาโรห์องค์ต่อไป  กระนั้นทุตโมสที่  3  ซึ่งยังอ่อนเยาว์ก็ไม่สามารถปกครองราชอาณาจักรได้ด้วยตนเอง  ฮัตเชปซุตจึงได้อ้างเอาเรื่องวัยวุฒินี้เพื่อรั้งตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนทุตโมสที่  3  ทว่าพระนางมีความมุ่งมั่นยิ่งกว่านั่น  และต้องการจะเป็นผู้ปกครองปฐพีอียิปต์  โดยมีตำแหน่งเป็นฟาโรห์เสียเอง

ตลอดรัชสมัย  20  ปีที่ฟาโรห์หญิงฮัตเชปซุตเป็นใหญ่  พระนางได้ทุ่มเททรัพยากรไปกับการก่อสร้างต่างๆ  ทรงสร้างพระราชวังใหม่ของตนเอง  และเสริมโอเบลิสก์หินแกรนิตแดงขนาดยักศ์อีกสองแท่ง  ซึ่งขุดมาจากเหมืองหินที่เมืองอัสวานทางภาคใต้ก่อนจะลำเลียงล่องแพขึ้นเหนือไปที่วิหารคาร์นักในเขตเมืองธีบส์  พระนางยังมองการณ์ไกลไปถึงในยามที่จะทรงสวรรคตและตระเตรียมสุสานอันอลังการเพื่อเป็นที่พำนักในยามสิ้นลมเอาไว้ในแถบหุบผากษัตริย์    หน้าผาชื่อเดียร์เอลบาห์รีติดกับวิหารของฟาโรห์เมนทูโฮเทปที่  2  ผู้สถาปนาราชอาณาจักรกลางที่สร้างขึ้นก่อนหน้าสมัยของพระนางถึง  500  ปี  วิหารประกอบพิธีศพขนาดใหญ่ของฮัตเชปซุตนี้สร้างล้อกับหน้าผา  เป็นลานยกระดับสามชั้นแต่งด้วยทางลาด  และแนวเสาเสริมด้วยรูปสลักขนาดใหญ่ของเทพโอซิริส  ภายในวิหารมีทั้งภาพสลักและคำจารึกเฉลิมฉลองความสำเร็จในรัชสมัยของฟาโรห์หญิงทะเยอทะเยานพระองค์นี้

ฮัตเชปซุตคงจะเป็นสีตรที่ทรงอำนาจที่สุดในโลกยุคนั้น  แต่ความสามารถเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ชาวไอยคุปต์หัวโบราณยอมรับสิทธิการปกครองของพระนาง ฮัตเชปซุตจึงจัดการแต่งองค์ทรงเครื่องและสวมเคราปลอมให้ดูเหมือนฟาโรห์บุรุษ

แม้แต่รูปสฟิงซ์หน้าละอ่อนของพระนางก็ต้องเสริมขนแผงคออย่างราชสีห์ตัวผู้  ฮัตเชปซุตผู้ทรงอำนาจยังอวดอ้างสิทธิธรรมของตน  โดยเรียกร้องเอาของกำนัลและบรรณาการจากทั่วทั้งเขตขัณฑ์  ไม่ว่าจะเป็นทองคำอัญมณี  และหินมีค่า  รวมถึงไม้หายากต่างหลั่งไหลเข้าสู่ท้องพระคลัง

บางทีฉากภาพนูนต่ำที่น่าสนใจที่สุดอาจเป็นเรื่องการส่งคณะสำรวจออกไปแลกเปลี่ยนสินค้ากับดินแดนปุนต์อันห่างไกลของชาวแอฟริกา  ซึ่งมีภาพชาวไอยคุปต์ขนเอากล้าไม้หอมใส่ตระกร้า  กลับมาปลูกที่หน้าวิหาร์เดียร์เอลบาห์รี 

แต่ขณะที่ฮัตเชปซุตป่าวประกาศอำนาจของพระนางอยู่นั้น  ฝ่ายทุตโมสที่  3  ซึ่งถูกอาของตนจำกัดบทบาทเอาไว้เฝ้ามองด้วยความเคียดแค้น  และทรงใช้เวลาไปกับการล่าสัตว์และฝึกอบรมเพื่อระบายโทสะ  นักประวัติศาสตร์บางท่านยังสงสัยว่าทุตโมสที่  3  อาจเป็นผู้วางแผนสังหารฮัตเชปซุตเสียด้วยซ้ำ  ทว่าเราก็ยังไม่พบหลักฐานที่หนักแน่นสำหรับเรื่องนี้

ที่แน่ๆ คือพอทุตโมสที่  3  ได้นั่งบัลลังก์เป็นฟาโรห์เรียบร้อยแล้วก็ทรงจัดแจงขูดทำลายพระนามและรูปสลักที่ฮัตเชปซุตอุตสาห์สร้างเอาไว้ทั่วแผ่นดิน  แม้แต่แท่งหินโอเบลิสก์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสุริเทพและศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าฟาโรห์จะไปทุบทำลายได้นั้นก็ทรงสู้อุตสาห์ให้ช่างก่อหินหุ้มส่วนฐานที่มีพระนามฮัตเชปซุตให้มิดชิด

แม้แต่วิหารที่เดียร์เอลบาห์รีก็ไม่รอดพ้นการกวาดล้างนี้  ทั้งพระนามและรูปสลักของฮัตเชปซุตถูกทำลายราบแทบไม่เหลือหรอ  นี่ล่ะคือวิธีที่ฟาโรห์หนุ่มผู้คึกคะนองใช้ระบายความแค้นกับผู้ที่มาแย่งสิทธิการปกครองอันเป็นชอบธรรมของพระองค์

 

อ้างอิง  จากหนังสือพงศาวารไอยคุปต์  โดย  รัฐ  มหาเล็ก  และทีมงานต่วยตูน

ผู้แสดงความคิดเห็น ฉวีวรรณ นภาพรรณราย (ตาล) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-29 10:40:35


ความเห็นที่ 43 (1650794)

 ชื่อฟาโรห์หญิงฮัตเซปซุส 

 

ฮัตเซปซุสเป็นธิดาองค์เดียวของฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 1 ตั้งแต่เล็กถูกพระบิดาหิ้วไปไหนต่อไหนด้วยนั่นหมายถึงพระนางถูกอบรมศาสตร์แห่งกษัตริย์ตั้งแต่เกิดทั้งๆ ที่ฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 1 เองก็มีลูกชายที่เกิดจากสนมคนอื่นแต่ฮัตเซปซุสก็ยังถูกตั้งให้เป็นรัชทายาทหรือผู้ร่วมว่าราชการกับพระบิดา

แต่เมื่อพระบิดาสิ้น กฎมนเทียรบาลทำให้พระนางต้องแต่งงานกับน้องชายต่างมารดาซึ่งขึ้นมาเป็นฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 2 และเมื่อฟาโรห์ผู้เป็นสวามีอ่อนแอขี้โรคแน่นอนว่าฮัตเซปซุสเป็นผู้กุมอำนาจทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จ แต่เมื่อสวามีสิ้นไปอีกตามกฎก็ต้องยกลูกชายที่เกิดจากสนมอื่นของฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 2 ตั้งขึ้นเป็นฟาโรห์องค์ใหม่คือ ฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 3

ฮัตเซปซุสใช้โอกาสนี้ยึดอำนาจจากฟาโรห์เด็กตั้งตนเองเป็นฟาโรห์โดยไร้คำขัดแย้ง และปกครองอียิปต์จนสิ้นอายุขัย แต่ฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 3 เมื่อได้ครองราชย์ต่อจากพระนางก็ได้ทำลายชื่อและหลักฐานความรุ่งเรืองที่พระนางสร้างทั้งหมด

ผู้แสดงความคิดเห็น ฉวีวรรณ นภาพรรณราย (ตาล) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-29 10:41:55


ความเห็นที่ 44 (1650795)

ฮัตเซปซุสยิ่งใหญ่อย่างไร

    เพราะความเป็นผู้หญิงที่ทำให้สนใจเรื่องปากท้องของประชาชนมากกว่าเรื่องอำนาจหรือการขยายอาณาเขต ในยุคที่พระนางครองราชย์ พระนางสามารถขยายเส้นทางการค้าโดยทางน้ำไปสู่ดินแดนใหม่ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก นอกเหนือจากด้านเกษตรกรรมและการชลประทานที่วางแผนอย่างดีทำให้เรียกว่าเป็นรัชสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่งของอียิปต์

    แต่ใช่ว่าพระนางจะอ่อนด้อยด้านการทหาร มีหลักฐานจารึกเรื่องราวของฟาโรห์ฮัตเซปซุสนำกองทัพชนะศึกที่นูเบียนั้นหมายถึงพระนางเป็นฟาโรห์อีกพระองค์ที่กล้าไปอยู่แนวหน้าด้วยพระองค์เอง คิดในมุมกลับกันแผ่นดินที่อ่อนแอเพื่อนบ้านก็ต้องการยึดครองแต่ในรัชสมัยที่พระนางครองราชย์มีศึกครั้งใหญ่ปรากฏเด่นชัดเพียงครั้งเดียวนั่นหมายถึง ประเทศเพื่อนบ้านในตอนนั้นต้องเกรงในเดชานุภาพถึงไม่กล้ายกทัพมาต่อกร

      การวางแผนบริหารแผ่นดินของฟาโรห์ฮัตเซปซุสเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 3 พึ่งบารมีจนยิ่งใหญ่ได้ชื่อว่าเป็น นโปเลียนแห่งอียิปต์โบราณด้วยซ้ำไปเพราะการทำศึกของฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 3 ต้องทำศึกติดกัน 17 ครั้งใน 20 ปี ถ้าการคลัง การพลเมืองไม่ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าเป็นไปไม่ได้เลยที่อียิปต์จะสามารถทำศึกกับประเทศต่างๆ ได้ยาวนานขนาดนี้ และคิดในมุมกลับกันทำไมเมื่อฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 3 ขึ้นครองราชย์จึงเกิดสงครามติดๆ กันมากมาย

 

เสาในวิหาร 

 

    วิหารดีร์ เอล บาฮารีเป็นสิ่งที่พิสูจน์การมองการณ์ไกลของพระนางได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากการออกแบบที่งดงามแข็งแรงทนทานกลมกลืนกับทัศนียภาพของเซนมุต วิหารแห่งนี้ยังสร้างโดยคำนึงถึงประชาชนที่หวังมาพึ่งการรักษาจากพระที่อยู่ในวิหาร เป็นสถานที่สนับสนุนทางการศึกษาของพลเมืองและวิหารแห่งนี้เหมือนสถาบันทดลองวิทยาศาสตร์ไปในตัวเพราะ ฟาโรห์ฮัตเซปซุสได้นำพืชจากต่างแดนมาทดลองปลูกเพาะพันธุ์ที่นี่

 

ใบหน้าฟาโรห์หญิง 

     ความยิ่งใหญ่ของฟาโรห์หญิงพระองค์นี้มีมากมายจนต้องลองศึกษาประวัติของพระนางเองถึงจะรู้ว่า พระนางเก่งกาจแค่ไหน เก่งกาจจนผู้เป็นทั้งลูกเลี้ยงและหลาน ฟาโรห์ทุสโมซิสที่ 3 สั่งทำลายชื่อของพระนางทุกแห่งและสลักชื่อของตนเองไปแทนบ้าง สลักชื่อฟาโรห์องค์อื่นแทนบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถลบล้างความจริงทั้งหมดได้ ชื่อของพระนางก็ยังคงมาปรากฏมาถึงยุคสมัยนี้

 

ใบหน้าที่ยิ้มตลอดเวลาของฮัตเซปซุส

  สังเกตกันหรือเปล่าใบหน้าของพระนางเป็นใบหน้าที่ยิ้มน้อยๆ ตลอดเวลา

ทำให้นึกถึงเรื่องการปั้นพระพุทธรูปของไทยเลยที่ได้ยินว่าผลงานของช่างจะบอกความเป็นอยู่และอารมณ์ของช่างตอนนั้น อย่างฝีมือของช่างสุโขทัยบ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุขพระพุทธรูปจะยิ้มอ่อนโยน แต่พอสมัยอยุธยารบกันบ่อยรูปปั้นจะออกเครียดๆ (อารมณ์ตอนมองนะไม่ใช่ฝีมือช่าง)

           สมัยนั้นก็คงเหมือนๆ กันเหล่าช่างมีความสุขที่จะทำงานถวายฟาโรห์หญิงองค์นี้ รูปใบหน้าที่ออกมาจึงเป็นใบหน้าที่ยิ้มตลอดแบบบ้านเมืองเป็นสุข ช่างปั้นทั้งหลายก็เต็มใจทำงาน กับอีกอย่างที่ทำให้คิดก็คือใบหน้าของฟาโรห์ฮัตเซปซุสที่ช่างปั้นช่างสลักทุกคนเห็นคือใบหน้าที่ยิ้มแย้มตลอด พระนางคงจะอารมณ์ดีจริงๆ ล่ะมั้งเพราะเห็นมีบางบทของผู้เขียนหนังสือบอกว่าพระนางฮัตเซปทุสเป็นผู้อ่อนน้อมรู้จักวางตัว คนอ่อนน้อม

ผู้แสดงความคิดเห็น ฉวีวรรณ นภาพรรณราย (ตาล) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-29 10:57:10


ความเห็นที่ 45 (1650796)

 loji wizard:
ดินแดนพันต์และการค้าของจักรวรรดิ

        ดินแดนพันต์ (Punt) เป็นนครการค้าที่ตั้งอยู่ทางใต้ของอียิปต์ โดยถูกบันทึกไว้ว่าเป็นดินแดนที่อุดมไปด้วยไม้หอมและของมีค่าต่างๆ นับแต่สมัยโบราณ ฟาโรห์หลายพระองค์ได้ส่งกองเรือไปทำการค้าเพื่อนำสินค้ล้ำค่ากลับมายังอียิปต์ หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ในสมัยของฟาโรห์ซาฮูเร เมื่อราว ปีที่ 2450 ก่อน ค.ศ. แสดงให้เห็นว่า อียิปต์ได้ทำการค้ากับพันต์มาเป็นเวลากว่า 1300 ปี ทั้งนี้ในสายตาชนชั้นสูงของอียิปต์นั้น สินค้าจากพันต์ถือเป็นของล้ำค่าและควรแก่การใช้บูชาเทพเจ้า เนื่องจากการเดินทางไปยังดินแดนพันต์ยากลำบาก และต้องฝ่าฟันอันตรายทั้งจากสภาพอากาศและโจรผู้ร้าย ดังนั้นฟาโรห์พระองค์ใดสามารถส่งกองเรือเดินทางไปนำสินค้าจากพันต์มาได้สำเร็จ จะถือได้ว่าเทพเจ้า หนุนนำอำนาจของพระองค์

    ในสมัยของพระนางฮัทเชปซุต ชาวอียิปต์ไม่ได้ทำการค้าขายกับดินแดนพันต์มาเป็นเวลาหลายปีเนื่องจากสงครามกับชาวเอเชีย จนกระทั่งพระนางฮัทเชปซุตครองราชย์ จึงให้ขุนนางชื่อ เนชิ (Neshi) เป็นทูตนำกองเรือ ไปยังดินแดนพันต์ จากภาพสลักในวิหารเดียร์-เอล-บาห์รีแสดงให้เห็นถึงความเป็นอยู่ของชาวพันต์ ลักษณะของชาวพันต์โดยทั่วไปคล้ายชาวอียิปต์แต่จะมีผิวที่คล้ำกว่า โดยพวกพันต์จะอาศัยอยู่ในกระท่อมไม้ทรงกลมยกพื้นสูงมีบันไดพาดขึ้น หมู่บ้านเหล่านี้มักปลูกอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโดยมีพวกไม้หอมและปาล์มขึ้นอยู่ทั่วไป ชาวพันต์นิยมเลี้ยงวัวเพื่อใช้เป็นแรงงานและอาหาร

   สินค้าที่ชาวอียิปต์นำมาจากพันต์ ได้แก่ งาช้างและทองคำรวมทั้งสัตว์แปลกอย่างลิงบาบูน ยีราฟ เสือดาว แต่ที่สำคัญที่สุดคือไม้หอม โดยมีทั้งแบบที่ก้อนยางไม้และไม้หอมที่เป็นต้น โดยก้อนยางไม้หอมจะถูกนำไปทำเป็นกำยานเพื่อใช้จุดบูชาเทพเจ้า ส่วนไม้หอมที่เป็นต้น จะถูกนำไปปลูกไว้ที่สวน ศักดิ์สิทธิ์ของมหาวิหารคาร์นัก
   ปัจจุบันนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดียังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าดินแดนพันต์ตั้ง อยู่ส่วนใด ของทวีปอาฟริกากันแน่ จากข้อมูลในปัจจุบันเชื่อว่าดินแดนพันต์น่าจะอยู่แถวชายฝั่ง ทะเลแดงแต่ข้อเท็จจริงเรื่องที่ตั้งของดินแดนพันต์ก็ยังเป็น ความลับอยู่ในปัจจุบันนี้เหมือนกับความลับอื่นๆของดินแดนนี้


ผู้แสดงความคิดเห็น ฉวีวรรณ นภาพรรณราย (ตาล) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-29 11:04:20


ความเห็นที่ 46 (1650797)

 การปฎิรูปศาสนา ครั้งแรกของฟาโรห์ อัคเคนาตัน(Ikhnaton)


   ในปีที่ 1353 ก่อนค.ศ.ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่4ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระบิดาฟาโรห์อเมนโฮเทปที่3 และพระองค์ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่อย่างที่ไม่เคยมีใคร นึกฝัน นั่นคือการประกาศว่าอียิปต์มีเทพเจ้าเพียงองค์เดียว ที่ทรงอำนาจเหนือเทพอื่นใดแม้แต่อามอน-รา นั่นคือ สุริยเทพเทพอเตน(Aten) สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เนื่องมาจากพระองค์เห็นว่าเหล่าหัวหน้านักบวชของอารามเทพเจ้าต่างๆเริ่มจะ มีอำนาจมากเกินไปโดยหัวหน้านักบวชเหล่านี้เป็นกลุ่มที่ได้รับการยอมรับนับถือจากประชาชน จนแม้แต่บางครั้งองค์ฟาโรห์ก็มิอาจคัดค้านได้

   ด้วยเหตุนี้เพื่อลดอำนาจของเหล่านักบวชฟาโรห์อเมนดฮเทปจึงประกาศยกย่อง เทพอเตน เป็นเทพสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวและลดความสำคัญของ เทพอามอน-ราและทวยเทพอื่นๆลงจนเกือบหมด สำหรับองค์ฟาโรห์เองก็ทรงเปลี่ยนพระนามเป็น อัคเคนาตัน(Ikhnaton) หมายถึง ผู้มีคุณูปการต่ออเตน เหตุการณ์นี้นับเป็นการปฏิรูปศาสนาครั้งแรกของอียิปต์โดยเปลี่ยนจากพหุเทวนิยม ที่มีเทพหลายองค์มาเป็นเอกเทวนิยมเป็นการเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่มีมานานนับพันปีของชาวอียิปต์ ฟาโรห์อัคเคนาตันมีพระมเหสีเอกชื่อว่า เนเฟอร์ตีติ(Nefertiti) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นราชินีที่เลอโฉมที่สุดของอียิปต์โบราณ พระนางเป็นเจ้าหญิงจากไมตานนี และเป็นพระญาติกับพระนางไทยี พระมารดาของอัคเคนาตัน

   ราชินีเนเฟอร์ตีติทรงมีอิทธิพลต่อองค์ฟาโรห์มากในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เหล่านักบวชไม่พอพระทัยองค์ฟาโรห์และในปีที่5 ของการครองราชย์ เมื่อความขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น ฟาโรห์อัคเคนาตันจึงทรงย้ายเมืองหลวงไปที่อามาร์นาซึ่งห่างไปทางเหนือ 280 กิโลเมตรจากธีบส์ โดยเมืองหลวงแห่งใหม่นี้มีชื่อว่า อเคตาเตน หรือขอบฟ้าแห่งอเตน และในเวลาไม่นานนครแห่งนี้ก็ขยายใหญ่โตจนมีพลเมืองมากกว่า 20000 คน

    แม้การปฏิรูปทางศาสนาจะสามารถลดอำนาจนักบวชลงได้ แต่ก็ไม่อาจขจัดอิทธิพลและความเชื่อที่ฝัง ลึกมานานนับพันปีได้หมด และในปีที่9 ของการครองราชย์ พระองค์จึงมีพระบัญชาให้ปิดวิหารเทพอามอนและให้ลบชื่อของจอมเทพออก จากวิหารและอนุสาวรีย์ต่างๆเสีย อัคเคนาตัน ครองราชย์เพียงสิบห้าปีเท่านั้น พระองค์สิ้นพระชนม์ท่าทกลางเหตุการณ์ตึงเครียดที่ก่อตัวขึ้นจากความไม่พอใจ ของเหล่านัก บวชศาสนาเดิม อีกทั้งด้านต่างประเทศนั้น จักรวรรดิฮิตไตท์ก็เริ่มคุกคามโดยการพิชิตไมตานนีและพันธมิตร อื่นๆของอียิปต์

   เมื่อสิ้นสมัยของอัคเคนาตัน เจ้าชายสเมนคาเรโอรสองค์โตผู้สืบทอดทรงมีความคิดเช่นเดียวกับบพระบิดา ทำให้เหล่านักบวชยอมไม่ได้และนำไปสู่สงครามกลางเมือง เจ้าชายสเมนคาเรสิ้นพระชนม์ในสนามรบ และเหล่านักบวชก็กลับมามีอำนาจอีกครั้ง ศาสนาของอัคเคนาเตนถูกลบล้างและเมืองอามาร์นาก็ถูกทิ้งร้าง บรรดารูปสลักของอัคเคนาตันถูกทำลายจนแทบไม่มีเหลือ และนั่นคือบทสรุป ของการปฏิรูปศาสนาครั้งใหญ่ของอียิปต์และของโลก

http://www.thaigoodview.com/library/studentshow/2549/m3-9/no07-22/project/page04.html 

ผู้แสดงความคิดเห็น ฉวีวรรณ นภาพรรณราย (ตาล) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-29 11:11:01


ความเห็นที่ 47 (1650803)

อ่านเพลินเลยค่ะ

พระนางเก่งจริงๆค่ะ

ขอคารวะ

และ

ขออนุโมทนากับทุกท่าน

ที่นำประวัติพระนางมาให้อ่าน

ตลอดจนคนที่แสดงความเห็นต่อ

เรื่องราวของพระนาง แถมโยงใยมาถึง

เรื่องราวปรากฎการณ์

บ้านสวนพีระมิ

 

เอ

มันจะมาต่อ

เป็นเรื่องเดียวกันได้ไง

พ่อใหญ่ธนา

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.อุบล ศุภาเดชาภรณ์ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-29 11:24:15


ความเห็นที่ 48 (1650814)

แค่อ่านก็งงมากๆ 

ต้องขออนุโมทนาทุกท่านที่ได้ข้อมูลมามากมาย

สรุปว่า อย่างไรบ้าง รออ่านอยู่คะ

ผู้แสดงความคิดเห็น วัฒนา ชัยจำรูญพันธุ๋ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-29 13:16:38


ความเห็นที่ 49 (1650822)

 แต่วันนี้

คิดว่า ลูกบ้านสวน

ที่ได้ติดตามปรากฏการณ์

บ้านสวนพีระมิด

มาติดต่อกัน

จนวันนี้

 

น่าจะมีคำตอบได้แล้ว

และ

เป็นคำตอบ ที่คนถาม

จะต้องหาทางพิสูจน์คำตอบ

ด้วยตัวเอง

 

ถ้าถามโดยสุจริตใจ

เพราะ

คำตอบที่ได้

ก็จะเป็นคำถามต่อไปอีกแน่นอน

******************************

มิ้มเองก็รู้สึกทึ่ง กับหลายเหตุการณ์มากเหลือเกินค่ะ

คำถามที่เกิดขึ้นในใจเสมอ ก็คือ

"ท่านอาจารย์อุบล เป็นใครกัน"

ทำไม มิ้มมองรูปร่างท่านอาจารย์ด้วยความหลง 

คิดไปทางด้านกาม ทำไมมิ้มถึงคันมากบริเวณรูปร่างส่วนนั้นๆๆ

ที่มิ้มมองท่านอาจารย์ ทั้งที่มองคนอื่นก็ไม่เห็นเป็น

และมีพี่คนหนึ่ง มาสร้างบุญที่บ้านสวน

และเค้าคิดปรามาสคิดไม่ดีกับท่านอาจารย์

ทำให้น้ำพุ่งออกจากปากพี่เค้า เเล้วก็ชักล้มลงทันที

ต้องเเบกหามไปขอขมาท่านอาจารย์

เเสดงว่าท่านอาจารย์เป็นผู้ที่มีบุญบารมีสูงมากๆๆ

และเป็นบุคคลที่ใครจะปรามาสไม่ได้


 

เรื่อง ความอัศจรรย์ใจชวนให้หาคำตอบไม่มีเท่านั้นนะคะ

เรื่อง การกราบท่านอาจารย์ก็เช่นกันค่ะ

มีพี่คนหนึ่งกราบท่านอาจารย์อุบลด้วยความศรัทธา

เเล้วปรากฎว่าพี่เค้าหายจากทุกข์โรคที่เป็นมา

ส่วนคุณยายที่เห็นกับตาตัวเอง ทึ่งมากกกๆๆ

คือ คุณยายกราบรูปท่านอาจารย์ด้วยความศรัทธา

แล้วหายจากอัมพฤกษ์

ผู้คนมากมาย ทั่วโลกใครมีความทุกข์ใดๆ

เพียงกราบท่านอาจารย์ด้วยความเคารพ อาการเจ็บป่วย

ปัญหาความทุกข์ก็คลี่คลาย

เเล้ว

 ทำไมมิ้มกราบพระ กราบพระเกจิอาจารย์  

  กราบสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กราบพ่อเเม่ด้วยความศรัทธา 

ทำไมไม่เกิดความอัศจรรย์เหมือนกราบท่านอาจารย์อุบล

 

คำถามอีกเรื่องก็คือ 

 รหัสอาจารย์อุบลช่วยด้วย ซึ่งอานุภาพมหาศาลมาก 

เมื่ออธิษฐานจิต หรือเรียกรหัสนี้ ในเรื่องที่ไม่ผิดศีลธรรม

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกพระองค์ท่านก็จะไปช่วย เห็นผลฉับพลัน   

ไม่ว่าเป็นใคร ศาสนาใด อยู่ที่ใด ก็ได้รับความช่วยเหลือ 

เเสดงว่าบารมีท่านอาจารย์ มหาศาล อยู่ทุกที่

  ทำไมบุญบารมีท่านอาจารย์มากมายมหาศาลขนาดนี้

ทำไมสิ่งศักดิ์สิทธฺ์ทุกพระองค์

ถึงเลือกท่านอาจารย์อุบล เลือกชื่อนี้เเทนทุกพระองค์

ท่านอาจารย์อุบลเป็นใครกันนะ


 

เหตุการณ์ที่ทำให้มิ้ม

ทึ่งอยากรู้ว่า "ท่านอาจารย์อุบลเป็นใครกันเเน่"

ก็คือ 

ทำไมเพียงเเค่นั่งใกล้ท่านอาจารย์

คิดดีกับท่านอาจารย์ เช่น ชมท่านอาจารย์ว่าสวย

หรือ ท่านอาจารย์หันฝ่ามือไปทางใด

หรือ ท่านอาจารย์บอกว่า "หายนะลูก"

อาการเจ็บป่วย หายกันอย่างฉับพลันทันที

มิ้มไม่เคยพบเหตุการณ์นี้มาก่อนเลยค่ะ

 

 

พี่น้องสงสัยเหมือนมิ้มมั๊ยคะ ว่า

"ทำไมเเหวน และจี้หน้าองค์เทพสฟิงค์ทุกรุ่น

จึงเป็นหน้าท่านอาจารย์อุบล"

เเละอนุภาพก็มหาศาลเหลือเกิน

เพียงเเค่มองก็รับพลัง หายเจ็บป่วย

สารภาพบาปด้วยความสำนึก ก็ได้ลบบัญชีจากนรก

 

 

เเล้วทำไมท่านอาจารย์ถึงสามารถ

พาพวกเรารับบุญบารมีสามร่มโพธิ์ศรี

พาพวกเราปิดขุมนรกได้

และพวกเราก็สัมผัสได้โดย

หายเจ็บป่วย หายจน อุปสรรคคลี่คลาย

 ท่านอาจารย์อุบลเป็นใครกัน

 

 

และทำไมท่านอาจาย์ถึงได้รู้ความลับมากมาย

ของจักรวาล อนันตจักรวาลอย่างไม่เคยมีใครรู้มาก่อน

 

 

ทำไมท่านพ่อดตาจินิน

ซึ่งเป็นผู้บุญบารมียิ่งใหญ่ที่สุดในห้วงอนันตจักรวาล

ผู้ให้กำเนิดพระพุทธเจ้าทุกพระองค์

ให้กำเนิดพระศรีอาริย์

และทุกดวงจิต ทุกสรรพสิ่งทั่วอนันตจักรวาล

ทำไมพระองค์ท่านถึงประทับอยู่กับ

ท่านอาจารย์อุบล เพียงผู้เดียว

และประทานพลังบารมี ให้ท่านอาจารย์อุบล

ทำให้เกิดความอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ในบ้านสวนพีระมิด

ให้ผู้คนทั่วโลกได้เห็น

 ท่านอาจารย์ต้องไม่ใช่คนธรรมดา

อย่างพวกเราเป็นเเน่เเท้

ท่านอาจาย์ต้องเป็นผู้มีบุญบารมีมากล้นพ้นประมาณ

และนอกจากท่านพ่อดตาจินินเเล้ว

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกพระองค์

ก็อยู่กับท่านอาจารย์อุบล

 

"ท่านอาจารย์อุบลเป็นใครกันเเน่ "

ผู้แสดงความคิดเห็น ประภาสิริ ถาวร (มิ้ม) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-29 13:37:27


ความเห็นที่ 50 (1650826)

องค์พระดตาจินิน ของบ้านสวนพีรามิดนี้ ท่านเคยแสดงปาฏิหารย์ให้เห็นด้วยตาเปล่า คือในช่วงการสร้างพระองค์ ท่านดลบันดาลให้พระอาทิตย์ ในตอนเย็นเป็นสีทองผ่องอำไพ คือแดดเป็นสีทอง ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน พอดีตนเองนั่งอยู่ตรงองค์พระพอดี รอบๆบริเวณท่านจะเป็นสีทอง ปาฏิหารย์ท่านแสดงให้เห็นด้วยตาเลย

 

สำหรับเมตตาบารมีของท่าน เคยขอท่านให้ท่านช่วยให้หายปวดหลัง ท่านก็ทำให้หายจริงทันทีเดี๋ยวนั้น ชัดเจน และได้เล่าเป็นธรรมทานในที่ประชุม สาเหตุแห่งความปวดหลังก็น่าจะเป็นการบ้ากาม ชอบดูรูปโป๊ มีมโนกรรมคิดทางเพศ ช่วงนี้เป็นช่วงรับกรรม

กราบท่านดตาจินินในพระเมตตา และผู้นำบุญอาจารย์อุบลแห่งบ้านสวนพีรามิด

ธารีรัตน์ จุ๋ม

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ธารีรัตน์ กะลัมพะเหติ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-29 14:07:13


ความเห็นที่ 51 (1650831)

 ภายหลังเทพองค์นี้มีผู้นับถือควบคู่กับเทพเอมุนแห่งนครธีบส์  เทพเอมุนเป็นเทพผู้รักษาและดำรงความเที่ยงธรรมในโลก

 

 และการที่สุริยะฉาดฉายแสง แก่ทุกผู้เสมอเท่าเทียมกัน ไม่แบ่งแยกราชาหรือยาจก นั้นจึงเทียบได้กับความเที่ยงธรรมที่ไม่ลำเอียงให้แก่ผู้ใด  ดังนั้นเทพองค์นี้จึงได้รับการขนานนามร่วมกันว่าเอมุนรา  เทพผู้ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่งในโลก  พระนามของเอมุนรามีมากมาย  ยามแรกรุ่งอรุณคือคีเปราหรือเคเฟอร์  ยามเที่ยงคือรา  และยามเย็นคือตุม  อาตุมรา,อาตุม-รา-คาเฟอร์ และ รา-ฮารัคเต  ”

                                             @@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

แล้วมาเกี่ยวข้องกับอ.อุบล และบ้านสวนพีระมิด อย่างไรเล่า  อยากรู้ ๆ ๆ ๆ

                    @@@@@@@@@@@@@@ๆ

 

บาปกรรมนั้น ใครสร้างคนนั้นต้องได้รับ บาปลบกันไม่ได้ มีแต่เติมบุญไม่ให้บาปตามทันได้เท่านั้น

แต่ทำไมท่านอาจารย์อุบลถึงสามารถติดต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และลบรายชื่อแต่ละคนที่สำนึกแล้ว เลิกทำแล้ว ออกจากนรกได้ล่ะ...น่าคิดนะครับ ใครคิดออกช่วยผมด้วยย

                                               ๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

น่านนะเซ่ พี่ก็อยากจะคิดออกนะ แต่ทำไม๊คิดไม่ออก  555

 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น เบญ/วรินทร์ธร รัศมีจรัสฐากร ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-29 14:51:24


ความเห็นที่ 52 (1650885)

 เพราะอย่างนี้นี่เองค่ะ บ้านสวน

ถึงได้เกิดปรากฎการณ์ต่างๆ ที่สะท้านโลก

ที่ไม่มีที่ใดเลยเคยทำได้เคยมีมาก่อน
เรียกว่าฉีกตำราทุกอย่างทิ้งหมด
ไม่ว่าจะเป็นการบำบัด ที่สวนทางกับทางการแพทย์แบบสิ้นเชิง 
บางคนปวดหลัง ก็ให้ไปทำงานหนักๆ
ยกปูน ยกทราย ทำก่อสร้าง
บางคนไอ เจ็บคอ ก็อมลูกอมอภิญญา
โอ แต่ละเรื่องราวล้วนอัศจรรย์ มากขึ้นๆ 
ตัวตุ้ยเองก็เคยสงสัยว่าทำไม บ้านสวนถึงรวมที่สุด
ของที่สุดเอาไว้ทุกด้าน
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พระผู้สูงสุด
ท่านก็มาเปิดเผยพระองค์ ณ บ้านสวนพีระมิด

ถ้าย้อนดูประวัติความเป็นมา พูดถึงสิ่งสูงสุดของเรา
ก็คือศาสดาของแต่ละศาสนา
ในอดีตแต่เดิมมา เราก็รู้จักแต่เพียงพระพุทธเจ้า
ที่สูงสุดสำหรับเราชาวพุทธแล้ว
ต่อมาถึงยุคหลวงพ่อฤาษีลิงดำ
พวกเราก็ได้รับรู้ถึงสิ่งสูงขึ้นไปอีก คือ
สมเด็จองค์ปฐมบรมธรรมบิดา
แต่เมื่อมาถึงยุคนี้ มีบ้านสวนพีระมิดและท่านอ.อุบล
ซึ่งเป็นคนสามัญชนธรรมดา
กลับได้รับรู้สิ่งที่เป็นความลับสูงสุดของจักรวาล
นั่นคือเบื้องสูงขึ้นไปกว่า
สมเด็จพ่อองค์ปฐมฯ นั้นยังมี
"ท่านพ่อดตาจินิน"
พระผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง
ถือเป็นที่สุดของที่สุดค่ะ เรียกว่าในโลกใบนี้
หรือจักรวาลนี้ จะมีผู้ใดได้รับรู้สิ่งเหล่านี้
เหมือนบ้านสวนหรือไม่


จากปรากฎการณ์ทั้งหลาย ไม่ว่าการบำบัดทุกข์โศก
โรคภัย บำบัดโรคเอดส์ บำบัดอาการบ้ากาม
 การทำลูกอม อาหารอภิญญา น้ำทิพย์
ยังไม่เคยมีที่ใดทำได้แบบนี้
ไม่มีพระหรือผู้ใด พาพวกเราทำได้แบบนี้
เรียกว่านี่เป็นการปฏิวัติสิ่งเดิมๆ
ที่เราเคยรับรู้มาโดยสิ้นเชิงค่ะ
หรือที่บ้านสวนสามารถสร้างปรากฎการณ์ดังกล่าว
ได้มากมายนั้น อาจเป็นเพราะ
ที่นี่คือจุดศูนย์กลางของจักรวาลหรือไม่
หรือบ้านสวนพีระมิดและท่าน
อ.อุบลคือผู้นำในยุคใหม่หรือไม่
คำตอบทุกอย่างพวกเราต้องช่วยกันหา
และตุ้ยเองคิดว่าอีกไม่นาน คำตอบที่สงสัย
เราอาจได้ทราบกันในไม่ช้านี้แน่นอนค่ะ
 
ผู้แสดงความคิดเห็น ตุ้ย ศิริพร โฉมจันทร์ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-30 09:23:03


ความเห็นที่ 53 (1650886)

ว่าแต่..อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ

ฟาโรห์หญิง ฮัปเซปซุต แล้วเพลินจริงๆค่ะ

เรื่องราวดูซับซ้อน ซ่อนเงื่อนดีจริงๆ

 

ซึ่งเรื่องเล่าเหล่านี้ก็สะท้อนให้เห็นว่า

พระนางเป็นกษัตริย์หญิง

ที่เพียบพร้อมทุกอย่างจริงๆ

เพราะนอกจากจะเลอโฉมแล้ว

ยังเก่งทุกด้าน ทั้งด้านการเมือง

การปกครอง การค้า ด้านการทูต

 

แถมยัง"กล้าหาญ" ไม่แพ้ชาย

เพราะนำทัพรบด้วยพระองค์เองอีกต่างหาก

ผู้หญิงอะไรเก่งรอบด้านจริงๆ (คุ้นๆ...จัง)

 

 

และถ้าจะให้วิเคราะห์แล้ว

นอกจากนี้พระนางก็น่าจะเป็น

คนที่เคร่งศาสนา

หรือ มีพลังจิต

หรือได้รับการฝึกจิตมาพอสมควรนะคะ

จึงได้สามารถติดต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้

(แต่ก็ไม่แน่นะคะ คนยุคนั้น

อาจจะติดต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์

หรือเทพเจ้าได้เป็นปรกติอยู่แล้วรึเปล่า) 

 

เพราะเห็นพระนาง

กล้าประกาศว่า

ตนเป็น

ลูกสาวสุริยเทพอามุน-รา 

อย่างชัดแจ้งต่อหน้าสาธารณชนซะขนาดนั้น


และนอกจากนี้ ทำให้คิดได้ว่า

ในยุคนของพระนาง ไพร่ฟ้าประชาชน

ก็น่าจะมีชีวิตอย่างเป็นสุขในทุกๆด้าน 

และคงจะรักและเทิดทูนพระนางมากๆแน่ๆค่ะ

 

ไม่งั้น พระเจ้าทุสโมซิส ที่สาม

คงจะไม่แค้นฝังหุ่นขนาดที่สั่ง

ให้ทำลายสัญลักษณ์ทุกอย่าง

ที่เกี่ยวกับพระนางเช่นนี้หรอก...

 

เพราะอาจจะแอบอิจฉา

ในความสำเร็จของพระนางก็ได้

ทั้งๆที่เป็น"หญิง" แท้ๆ...

 

 

ว่าแล้วก็"น่าคิด"นะคะว่า

ผู้นำหญิง ที่เป็นผู้สร้างตำนาน

ให้อียิปต์ในช่วงนั้น

เป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดได้นั้น

 

พระนาง..มีวิธีการปกครองและดูแล

ไพร่ฟ้าประชาชนให้เป็นสุขในทุกๆด้าน

ได้อย่างไร

 

เป็นไปได้ไหม๊ว่า

พระนางอาจจะขอพลังบารมี

จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วยปลดเปลื้อง

ทุกข์ในด้านต่างๆของประชาชี

ให้คลี่คลาย..ก็ได้น๊า..

 

ว่าแล้วก็...ติดตามหาข้อมูลกันต่อไป


ผู้แสดงความคิดเห็น ชนิดา เชิงสะอาด ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-01-30 09:36:15


ความเห็นที่ 54 (1651163)

 

หรือที่บ้านสวนสามารถสร้างปรากฎการณ์ดังกล่าว
ได้มากมายนั้น อาจเป็นเพราะ
ที่นี่คือจุดศูนย์กลางของจักรวาลหรือไม่
 
หรือบ้านสวนพีระมิดและท่าน
อ.อุบลคือผู้นำในยุคใหม่หรือไม่
คำตอบทุกอย่างพวกเราต้องช่วยกันหา
และตุ้ยเองคิดว่าอีกไม่นาน คำตอบที่สงสัย
เราอาจได้ทราบกันในไม่ช้านี้แน่นอนค่ะ
 

ผู้แสดงความคิดเห็น ตุ้ย ศิริพร โฉมจันทร์

................................................

พอดีเพิ่งได้ชมเทปรายการ คุยไปแจกไป

ที่จะออกอากาศวันที่ 3ก.พ. นี้ แล้ว

 

ก็ไ้ด้รับคำตอบที่ผ่านการพิสูจน์

ตามแนวทางวิทยาศาสตร์มาแล้ว ว่า

แท้ที่จริงแล้ว ท่านพ่อดตาจินิน

องค์พระศรีอาริย์

และท่านอ.อุบล

ก็คือ ดวงจิตดวงเดียวกัน

 

ฉะนั้น คงจะคลายความสงสัย

ในระดับหนึ่ง กันแล้วว่า

ทำไมดินแดนแห่งนี้

จึงเป็นแดนมหัศจรรย์

และทำไมท่านดตาจินิน

จึงเลือกมาติดต่อสื่อสารกับท่านอ.อุบล

 

คือก่อนหน้านี้ ก็ได้อ่านธรรมทาน

จากหลายๆท่านมาบ้างแล้ว

และน้องณัฐ ณภัทร

ก็เคยใช้อาการที่ตนเป็น

เพื่อใช้เป็นการพิสูจน์เรื่องนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง

 

แต่ท่านอาจารย์เป็นนักวิทยาศาสตร์

ที่ยิ่งใหญ่มากๆค่ะ

เพราะท่านไม่เคยทดลองเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

แค่เพียงครั้งเดียว หรือกับคนๆเดียว

 

แต่หนึ่งประเด็น

หรือ หนึ่งสมมติฐาน ที่ตั้งไว้

ต้องผ่านการพิสูจน์มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน

และจากหลายๆคน

จึงจะได้รับการยอมรับ...

 

 

และจากการพิสูจน์ครั้งล่าสุด

โดยใช้อาการ"หู"ที่มีปัญหาของคุณวิ

ที่คุณหมอวินิจฉัยมาว่า

ไม่สามารถรักษาได้

เพราะประสาทหูเสื่อมไปแล้ว

แต่คุณวิ ก็มาหายได้ง่ายๆ

ร้อยเปอร์เซ็นต์ ณ บ้านสวนฯ

 

โดยอาการค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ

หลังจากที่ขอรับพลัง

บารมีจากท่านพ่อดตาจินิน

องค์พระศรีอาริย์ และ ท่านอ.อุบล

 

 

 

ฉะนั้น ในความคิดของชนิดา

(อาจจะ"จริง"หรือไม่จริง ก็ได้

แต่ขอให้ท่านพิสูจน์ด้วยตัวเอง)

 

คิดว่า เราสามารถนำความลับ

แห่งจักรวาลที่เราได้รับรู้นี้

ไปปรับใช้เพื่อเปลี่ยนผู้คน

หรือบ้านของเรา

ให้เป็น"แดนมหัศจรรย์"ได้

 

ด้วยการขอบารมีจากท่านพ่อดตาจินิน

องค์พระศรีอาริย์ และท่านอ.อุบล 

 

 

เมื่อสักครู่ ชนิดาก็ได้ลองใช้อีกครั้ง

เพราะอยู่ดีๆ คุณสามีก็มีอาการรำคาญเสียงทีวี

ของคนข้างบ้านขึ้นมาซะดื้อๆ

(ไม่อยากจะบอกเลยว่า

เพิ่งจะมีความคิดก่อนหน้านั้น

ไม่กี่วินาทีเลยค่ะว่า

เออ เดี๋ยวนี้สามีเราดีเนอะ

ไม่บ่นเรื่องเสียงข้างบ้านเลย ดีๆ)

 

แต่พอเจออาการนี้ขึ้นมาก็เลย

"งงตึ๊บ" เหมือนกัน

เค้าก็มาพูดนั่น พูดนี่

ชนิดาก็พูดส่งๆตัดความรำคาญไป

เค้าก็เลยไม่พอใจ ประมาณงอนๆ

ที่ไม่เข้าข้างเค้าเลย

 

หลังจากนั้นชนิดาก็มานั่งสงบจิตให้นิ่งๆ

แล้วก็กราบขอบารมีท่านพ่อดตาจินิน

องค์พระศรีอาริย์ และ ท่านอ.อุบล

ได้โปรดเมตตายกจิตของสามีลูก

ให้สูงขึ้นโดยฉับพลันทันที

ให้เค้าหายจากอาการหงุดหงิดนี้

 

และขอให้ลูกสัมผัสและรับรู้

ได้อย่างชัดเจนด้วยเถิด

กราบขอบพระคุณค่ะ ....

 

 

และหลังจากนั้น น่าจะประมาณสามนาที

คุณสามีก็มายืนทำท่าไหว้แบบสวัสดี

แล้วก็ทำหน้าแบบ"ขอโทษ"

 

ชนิดาก็เลยยิ้มๆขำๆ

แล้วก็ไปกอดลูบหลังเค้า

(แล้วก็คิดในใจว่า ชินซะแล้ว)

 

แล้วก็นึกกราบขอบพระคุณ

ท่านพ่อดตาจินิน องค์พระศรีอาริย์

และ ท่านอ.อุบล เป็นอย่างสูงค่ะ

กราบ กราบ กราบ....   

........................................

ท่านมา เพื่อปลดทุกข์ทางกาย

ทางใจ ให้กับลูกๆทุกๆคนจริงๆค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น ชนิดา เชิงสะอาด ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-02-03 04:05:10


ความเห็นที่ 55 (1651271)

โมทนาบุญกับคุณธนาค่ะ  สำหรับกระทู้ปริศนาแดนมหัศจรรย์บ้านสวนฯ  นั้นนับว่าเป็นอภิมหาอมตะจริงๆ  ตัวพี่เองก็ได้รับความรู้เยอะมากๆ ตั้งแต่รู้จักบ้านสวนฯ  นับว่าไม่เสียชาติที่ได้เกิดมาชาตินี้ ถึงแม้ว่าจะตามทันบ้างไม่ทันบ้างด้วยความที่ยังโง่ไม่เลิก แต่เอาละก็ภูมิใจที่ว่าพี่ก็ได้พยายามแล้วได้แค่นี้ก็ภูมิใจแล้วค่ะ ขอบพระคุณนะค่ะคุณธนาที่มีข่าวดีๆ มาแบ่งบันตลอด

ส่วนความรู้เรื่องฟาโรหญิงอัปเชฟซุต นั้นถือเป็นได้ความรู้ใหม่ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อนค่ะ ขอบคุณน้องมิ้มและทุกๆ ท่านค่ะ

โมทนาบุญธรรมทานของทุกๆท่านค่ะสาธุๆๆๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น บุญภิบาล คงเขียว ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-02-04 12:45:42


ความเห็นที่ 56 (1652347)

กระทู้นี้

อ่านแล้ว ก็ลึกลับซับซ้อน

แต่คุณชนิดา

ก็มาค้นหาปม ที่จะคลี่คลายจนได้

 

เสียดายที่หลายคน

ไม่ค่อยได้เข้ามาอ่านกระทู้นี้กัน

ไม่งั้น คงจะมาตอบปัญหา

ของพ่อใหญ่ธนาได้

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.อุบล ศุภาเดชาภรณ์ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-02-13 09:29:53


ความเห็นที่ 57 (1652364)

           กราบพระบาท

ขอบพระคุณ    ท่านพ่อดตาจินิน

                         พระศรีอาริย์

                         ท่าน อ.อุบล

ที่ให้ความรัก ความเมตตา กับลูก ค่ะ  สาธุๆๆ

ผู้แสดงความคิดเห็น คุณหมวย พรรณสรลี ชูตระกูล ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-02-13 11:54:22


ความเห็นที่ 58 (1652393)

กราบขอบพระคุณอ.อุบล ที่ชี้ทางให้  และขอขอบคุณธรรมทานของคุณชนิดา กราบขอบคุณมากครับ

และขอร่วมอนุโมทนาบุญและขอบคุณทุกๆ ธรรมทานด้วยครับ

ผู้แสดงความคิดเห็น จุมพล บัวโต ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-02-13 17:33:49


ความเห็นที่ 59 (1652415)

อ้อยคิดว่าการที่ท่านอาจารย์อุบล

ในปัจจุบันเกี่ยวข้อง

กับการสร้างองค์พีระมิด

องค์เทพสฟริงซ์

จนดร.จิตรามาเฉลยว่า

ท่านอ.อุบล

เคยเกิด

เป็น

พระนางเนเฟอร์ตารีนั้น

น่าจะมีนัยยะสำคัญ

แสดงว่าชาติที่เป็น

พระนางเนเฟอร์ตารีต้อง

มีความลับอะไรที่ถูกซ่อนอยู่

ที่เราต้องค้นหา

ให้ได้

ซึ่งจะนำมา

ซึ่งการที่ท่านอาจารย์

จะเป็นผู้นำที่นำพาพวกเรา

เข้าสู่ยุคพระศรีอาริย์

อาจจะเป็นความลับการบริหารงานแผ่นดิน

ที่พระนางบริหารจน

อียิปต์

ยุคพระนางเจริญรุ่งเรืองที่สุด

อาจจะเป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับ

พีระมิด

และองค์เทพสฟริงซ์

ที่พระนางรู้ความลับ

ซึ่งสามารถนำมาใช้ช่วยคนในยุคพระนาง

ให้รุ่งเรืองได้

อาจจะเป็นเหตุผล

ที่เราต้องช่วยกัน

หาว่าทำไม

จู่ๆ

พระนางหายสาบสูญ

ประวัติต่างๆถูกลบไป 

ในเมื่อพระนางยิ่งใหญ่มาก

ทำไมพระนางจะล้ม หรือเสียท่าได้ง่ายๆ 

เราอาจได้เรียนรู้

เรื่องที่สำคัญมาก

ในการที่พระนางอาจพลาดพลั้งไป

ซึ่งอาจจะนำมาใ

ช้ในปัจจุบันได้

เป็นการรู้อดีต เพื่อระวัง

ไม่ให้ประวัติศาสตร์

ซ้ำรอย

รึเปล่า

พระนางเป็นฟาโรห์ที่ประชาชนรักมากที่สุด

แสดงว่าพระนางใช้ความรัก

ในการปกครอง

สนใจเรื่องปากท้อง

ความเป็นอยู่ของประชาชน

มากกว่า

เรื่องการขยายอาณาเขต

จึงทำให้ยุคนั้นบ้านเมืองเข้มแข็ง

เพราะผู้คนกินอิ่ม นอนหลับ

มีแต่

ความสุข

ถ้ามีคนรักมาก

ก็ย่อมมีคนเกลียดแรง

อ้อยเลยคิดว่า

ถ้าเรารู้ประวัติพระนางทั้งหมด

เราจะรู้องค์ความลับของพีระมิด และองค์เทพสฟริงซ์อีกหลายอย่าง

ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้อีกมาก

ที่จะช่วยคนให้มีความสุข

และ

ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์

ว่าพระนางพลาด

ตรงไหน

ถึงได้สูญหาย

ถูกทำลายหลักฐานต่างๆแทบไม่เหลือขนาดนี้

พระนางในชาตินี้

จะได้เตรียมป้องกันได้

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อ้อย (ปาริชาต ชมภู) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-02-13 21:52:15


ความเห็นที่ 60 (1652497)

หมอได้มีโอกาศดู ทีวี ช่อง PBS เรื่อง มิติโลกหลังเที่ยงคืน

พูดถึงอียิปต์ เมื่อ สามพันปีก่อน จะมีการบูชาดวงอาทิตย์ เป็นเทพเจ้า คือสุริยะเทพที่ชื่อ เทพรา ซึ่งนอกจากให้แสงสว่างแก่โลกแล้วยัง เป็นพระผู้สร้าง เป็นศูนย์กลางของอารยธรรมต่างๆด้วย

เทพราองค์นี้ จะหมายถึง ท่านพ่อดตาจินินไหมคะ

ผู้แสดงความคิดเห็น วัฒนา ชัยจำรูญพันธุ๋ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-02-15 11:49:38


ความเห็นที่ 61 (1652640)

กราบคุณแม่อุบล และ คุณพ่อมงคล

                       และ ขอสวัสดีต่อเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกๆท่าน ครับ

                       ขอกราบขอบพระคุณ คุณแม่อุบล ที่ท่านเมตตาต่อลูกหลานบ้านสวนพีระมิด ครับ

                       ขอขอบคุณ คุณธนา ในการตั้งกระทู้ ครับ เป็นกระทู้ที่ควรอ่านและติดตามหาเหตุผล เพราะ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่บ้านสวนฯ เป็นเรื่องที่ลูกหลานบ้านสวนฯ ต่างเห็น และ ต่างประสบ และ ทุกคนต่างก็ได้รับความเมตตาจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งบ้านสวนฯ 

                       และ ขอขอบคุณ เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกท่าน ที่เข้ามาแสดงความคิดเห็น ต่างก็มีมุมมอง ที่ควรพิจารณาและนำไปคิดไตร่ตรอง ครับ

                                         เพราะ มานั่งพิจารณาให้ดี ผมก็คิดว่า ถ้าเป็นการแค่รักษาศีลห้า หรือ ศีล227ข้อ ตามที่พระภิกษุ คนที่เคร่งครัดในการปฏิบัติ หรือ เกจิอาจารย์ที่เราพบและยกย่องท่านเหล่านั้น ท่านก็ปฎิบัติได้ และ มีอิทธิปาฎิหาริย์ที่ผู้คนกล่าวเล่าลือถึง แต่ทำไมท่านเหล่านั้น จึงไม่สามารถทำให้ผู้คนพ้นทุกข์ หายเจ็บหายป่วยได้เหมือน คุณแม่อุบล

                        คุณแม่อุบล ท่านต้องมีสัมพันธ์ทางอดีตชาติ ที่เราอาจจะคาดไม่ถึง ซึ่งโดยตัวคุณแม่อุบล ท่านก็คงทราบถึงเหตุ และ ผล ที่ท่านได้รับ แต่ท่านคงไม่สามารถบอกกล่าวต่อสาธารณชน หรือ ต่อลูกหลานบ้านสวนฯได้อย่างตรงๆ เพราะ สิ่งที่จะสามารถบอกกล่าวหรือจะพูดอะไรได้นั้น คุณแม่อุบล ท่านจะให้เราได้เห็นและประสบพบเจอด้วยตนเอง แล้ว ต้องพิสูจน์ได้อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ด้วย

                        เพราะ จากการที่ผมได้เป็นลูกบ้านสวนฯ ก็เห็นการที่คุณแม่ช่วยฝึก ช่วยเข็น ทั้งเมตตาและบอกกล่าวให้ลูกหลานเห็นความผิดพลาดของตนเองนั้น เป็นการปูพื้นฐานของพวกเราก่อนทั้งสิ้น

                        สิ่งหนึ่ง ที่ผมเห็นด้วยตาเนื้อ คือ คุณแม่ ท่านไม่ได้ปรารถนาให้ใครรักใครชอบ ด้วยการพูดเอาอกเอาใจใคร ใครทำผิด ไม่รู้จักกาละเทศะ คุณแม่ ท่านก็ตำหนิด้วยความเมตตา (ที่ทุกคนชอบใช้คำพูดว่า คุณแม่อุบล ดุ)

                        ความเสียสละ ไม่ว่า ด้วยแรงกาย แรงทุนทรัพย์ สถานที่ เวลาของครอบครัว นี้ คือ อีกสิ่งหนึ่งที่ผมเห็น และ คิดด้วยตนเองมาตลอดว่า ถ้าเป็นคนอื่นมีเงิน มีสถานที่อย่างที่คุณแม่มี เค้าจะสามารถทำอย่างคุณแม่อุบลทำไหม ผมตอบได้ทันทีว่า ไม่ทำเด็ดขาด ถ้าเค้ามีเงิน เค้าก็คงจะเอาเงินไปเที่ยว ไปกินของอร่อย มีสถานที่ เค้าคงจะเอาไปสร้างอาคารบ้านเรือนให้เค้าเช่า นั้นคือ อีกสิ่งที่คนอื่นๆทำไม่ได้เหมือนคุณแม่อุบล 

                                          และ สิ่งที่ผมเห็นอีกอย่างหนึ่งคือ การกล้าแสดงออกให้เห็นว่า สิ่งที่คุณแม่เชื่อ ศรัทธา นั้นเป็นเรื่องจริง และ ทำได้จริง แม้นบางครั้ง ในสายตาของคนอื่นว่า แม่เพ้อฝัน แอบอ้าง แต่ คุณแม่อุบล ก็แสดงให้ทุกคนที่เคยปรามาสได้เห็น และ พิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริง

                         และ สิ่งที่ผมยอมรับว่า คุณแม่ไม่เสียเวลาของการทำความดี และ มุ่งมั่นในการทำดีตามคำสั่งสอนทางพุทธศาสนา คือ การเอาเวลาไปตอบโต้กับผู้ที่ไม่เห็นด้วย แต่ คุณแม่เอาเวลาไปช่วยเหลือคนที่เค้าอยากให้ช่วยเหลือ และ กลับเนื้อกลับตัวได้ แม้นว่า คนๆนั้น ทำความไม่ดีมาอย่างมากมาย แต่กล้าบอก กล้าเล่า ความไม่ดีของตนเองให้คนอื่นฟัง

                          นั้นคือ สิ่งที่ผมรัก และ ศรัทธาคุณแม่อุบล และ เชื่อว่า การได้รับ บุญญาฤทธิ์ ความเมตตาจากเบื้องบนนั้น ของคุณแม่อุบล ก็คงมาจาก การเป็นคนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ที่เข้าใจในพระธรรมคำสั่งสอน และนำไปปฎิบัติได้นั้นเอง

                          สาธุ สาธุ สาธุ

                       

ผู้แสดงความคิดเห็น คุณากร ศิริกุลธรรมา ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-02-17 22:06:45


ความเห็นที่ 62 (1652898)

แท้ที่จริงแล้ว ท่านพ่อดตาจินิน

องค์พระศรีอาริย์

และท่านอ.อุบล

ก็คือ ดวงจิตดวงเดียวกัน

เห็นด้วยที่สุดค่ะพี่ชนิดา

จิตที่ละเอียดและบริสุทธิ์มากเท่าไหร่

สิ่งปราฎิหารย์ความมหัศจรรย์ก็ยิ่งมากขึ้นทวีคูณ

จิตท่านอ.อุบลละเอียดมากจนสามารถ

รวมเป็นหนึ่งได้กับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์

จนถึงพระพ่อผู้เป็นใหญ่ในจักรวาล ท่านพ่อดตาจินิน

จึงทําให้ปรากฎการณ์ต่างๆ

ที่เกิดขึ้นในบ้านสวนพีระมิด ตั้งแต่เริ่มแรกมาจนถึงทุกวันนี้

เป็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติจริงๆ และสามารถพิสูจน์ได้

อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งทุกคนได้รู้ ได้เห็น ได้สัมผัสกันมาแล้วมากมายหลายเรื่อง หายเจ็บ หายจน มีความสุขกันทั่วหน้า

  บ้านสวนเหมือนเป็นโลก อีกมิติหนึ่งซึ่งบางครั้งก็ไม่อาจอธิบายให้คนที่ไม่เคยได้รู้เรื่องราวต่างมาก่อน ให้เข้าใจได้

นอกจากการพิสูจน์ด้วยตัวเองเท่านั้น

เราสามารถนำความลับแห่งจักรวาลที่เราได้รับรู้นี้

ไปปรับใช้เพื่อเปลี่ยนผู้คนหรือบ้านของเรา

ให้เป็น"แดนมหัศจรรย์"ได้

ท่านมา เพื่อปลดทุกข์ทางกาย

ทางใจ ให้กับลูกๆทุกๆคนจริงๆค่ะ

กราบขอบพระคุณพระพุทธเจ้าทุกพระองค์

สิ่งศักดิสิทธิ์ทั้งอนันตจักรวาล

ที่ดลบรรดาลให้ลูกอรได้มาพบ

ท่านอาจารย์ อุบล บ้านสวนพีระมิด

ทําให้ลูกได้รู้จักพระพุทธเจ้าทุกพระองค์

และที่สําคัญได้รู้จัก

พ่อผู้ให้กําเนิดทุกสรรพสิ่งในจักรวาล

ท่านพ่อดตาจินิน

ทําให้ลูก รู้จัก ละชั่ว กลัวบาป กลับตัวเป็นคนดี

เพื่อที่จะได้กลับบ้าน ไปหาพ่อ

กราบ กราบ กราบ

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อร อุ่นศรี ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-02-21 14:12:05


ความเห็นที่ 63 (1652986)

              

             

และ สิ่งที่ผมเห็นอีกอย่างหนึ่งคือ การกล้าแสดงออกให้เห็นว่า สิ่งที่คุณแม่เชื่อ ศรัทธา นั้นเป็นเรื่องจริง และ ทำได้จริง แม้นบางครั้ง ในสายตาของคนอื่นว่าแม่เพ้อฝัน แอบอ้าง แต่คุณแม่อุบล ก็แสดงให้ทุกคนที่เคยปรามาสได้เห็น และ พิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริง

ประโยคนี้ทำให้นุชนึกถึงพระเยซูขึ้นมา

ขอแสดงความเห็นจากความรู้อันน้อยนิดแบบหางอึ่งนะคะ

ตอนที่พระเยซูออกเผยแผ่ว่าพระองค์เป็นใคร มาจากไหน

เสด็จมาเพื่ออะไร แต่ก็ไม่ค่อยมีคนเชื่อเท่าไหร่ 

เพราะเห็นๆอยู่ว่าเป็นคนธรรมดา

เพราะทุกคนก็จะยึดติดความเชื่อเดิมๆอย่างเหนียวแน่น

เชื่อในพระเจ้า

(แต่ก็ยังทำผิดบาปเหมือนชาวพุทธที่ไม่รักษาศีล)

 แต่ไม่เชื่อในพระเยซูว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า

ที่มีบันทึกไว้ว่าจะส่งมาช่วยมนุษย์

จนกระทั่งพระเยซูสร้างปาฏิหาริย์มากมาย

รักษาโรคให้ผู้คน และต่างหายจากโรคได้ 

เช่นหายจากตาบอด หายจากโรคเรื้อน ฯ

ขนมปังก้อนเดียวเลี้ยงคนได้500

คือหักออกไปเรื่อยๆกินไม่หมด

จะว่าไปแล้วเรื่องราวของพระเยซู

ทำไมช่างเหมือกับปรากฏการณ์ที่บ้านสวนจังเลย

แทบทุกอย่าง

พระเยซูอ้างถึงพระบิดาตลอดเวลา และถูกกลั่นแกล้งต่างๆนาๆ

จากศาสนาจักรที่กลัวจะเสียผลประโยนช์ กลัวสูญเสียอำนาจ

เหมือนที่คนส่วนมากก็ไม่คิดว่า

พระศรีอาริย์จะเสด็จมากึ่งกลางยุคศาสนาพุทธ

เพื่อมาปราบมารและช่วยฟื้นฟูให้ศาสนาพุทธ

คงอยู่ได้ถึง5000ปี

นุชอ่านกระทู้นี้แล้วตื่นเต้นมากเลยค่ะ

เหมือนได้อ่านนิยายเชอร์ร็อกโฮมเลย

แต่ละความเห็น สุดยอดจริงๆ ขอเกาะติดกระทู้นี้ด้วยคนค่ะ 

 บ้านสวนเหมือนเป็นโลก อีกมิติหนึ่งซึ่งบางครั้งก็ไม่อาจอธิบาย

ให้คนที่ไม่เคยได้รู้เรื่องราวต่างๆมาก่อน ให้เข้าใจได้

นอกจากการพิสูจน์ด้วยตัวเองเท่านั้น

เราสามารถนำความลับแห่งจักรวาลที่เราได้รับรู้นี้

ไปปรับใช้เพื่อเปลี่ยนผู้คนหรือบ้านของเรา

ให้เป็น"แดนมหัศจรรย์"ได้

ท่านมา เพื่อปลดทุกข์ทางกาย

ทางใจ ให้กับลูกๆทุกๆคนจริงๆค่ะ

ใช่เลยค่ะ

และตั้งแต่ลูกได้บูชาจี้รุ่นท่านพ่อแล้วรู้สึกอบอุ่นใจ

จิตใจมั่นคงขึ้น จิตนิ่งขึ้น และสงบเย็นขึ้น

มองปัญหาอย่างเกิดปัญญาได้มากขึ้นจริงๆค่ะ

เช่นมีคนมาวีนใส่ แรกๆอาจมีขุ่นใจหงุดหงิด

แต่พักเดียวก็คิดได้ว่า  เขาวีนใส่เราทำให้เราทุกข์ใจ

เขาเป็นกระจกเงาให้เรา

เราจะไม่ทำใส่คนอื่น ไม่ทำให้คนอื่นทุกข์เพราะเรา

เขามาให้เราได้สร้างบารมี(ขันติ)ให้เต็ม

ถามตัวเองว่า เราต้องการไปนิพพานไม่ใช่หรือ

ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาเมื่อเทียบกับเป้าหมายในใจแล้ว

มันกลายเป็นจิ๊บจ้อยไปเลย

ปัญหาทุกสิ่งมันเบาจนแทบหายไปเลยค่ะ

ด้วยเพราะความรัก ความเมตตาจากท่านพ่อ

พระผู้สร้างและผู้เป็นใหญ่ในอนันตจักรวาลโดยแท้ที่มาจูงลูกกลับบ้าน

คิดแล้วลูกปิติมากจนน้ำตาซึม รู้สึกเป็นบุญเหลือเกิน

ลูกไม่รู้ว่าลูกมาจากไหน แต่ลูกรู้ว่าจะไปไหน

และจะเดินต่อไป

ตามท่านอาจารย์และพระพุทธองค์เจ้าค่ะ

กราบ  กราบ  กราบ

 

ผู้แสดงความคิดเห็น คนึงนุช พงษ์ดี ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-02-22 09:58:20


ความเห็นที่ 64 (1653863)

กระทู้นี้

น่าสนใจดีนะคะ

แต่พวกเรา ไปเพลิดเพลินกันอยู่ที่

เฟสบุ๊คกันหมดเลย

จนลืมเวปบ้านสวนพีระมิด

ที่ว่ามานี่ รวมทั้ง

อ.อุบล เองด้วยนะจ้ะ

ตัวดีเลย

 

งั้นใครที่ยังเป็นแฟน

เหนียวแน่นกับเวปบ้านสวน

เรากลับมาคุยกันใหม่

ที่เวปบ้านสวน

กันดีไม๊คะ

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.อุบล ศุภาเดชาภรณ์ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-03-07 15:06:08


ความเห็นที่ 65 (1653906)

ถ้าคนทุกคน

สามารถจดจำอดีตชาติของตนเองได้

ทุกภพทุกชาติ ก็คงจะดีไม่น้อย

เพราะจะได้นำมาคิด

พิจารณา

แก้ไขข้อบกพร่องในอดีต

ทำให้ชาติปัจจุบัน ดีกว่าชาติที่ผ่านๆมา

หรือไม่ก็ ไม่ปรารถนาที่จะกลับมาเกิดอีกเลย

ก็คือ ขอเลือกไปอยู่แดนทิพย์

นิพาาน

กับพระพุทธองค์ หรือ

พ่อของเรา

นั่นเอง

ผู้แสดงความคิดเห็น อ.อุบล ศุภาเดชาภรณ์ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-03-08 08:54:51


ความเห็นที่ 66 (1653952)

 สาธุค่ะอาจารย์

ถ้าทุกคนรู้แล้วนำไปปรับปรุงแก้ไขส่วนที่เคยผิดพลาดมา

ก็คงจะดีมากๆค่ะ

และทำให้มองเห็นสัจธรรมของชีวิต

ว่ามันก็มีอยู่แค่นี้จริงๆ

หากเราไม่ปรารถนานิพพาน

เราก็ต้องกลับมาเกิดใหม่

ทุกข์ใหม่ + กรรมเก่า ซ้ำๆอยู่แบบนี้

ไม่มีวันจบสิ้น


แต่การระลึกอดีตชาตินี่มันยากจริงๆค่ะ 

อิอิdoonokthai

ผู้แสดงความคิดเห็น นันทนา แหกาวี ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-03-09 05:35:32


ความเห็นที่ 67 (1654016)

จริงค่ะ ช่วงหลังๆนี้ชาวลูกบ้านสวนฯ

ล้วนไปปักหลักกันที่เฟสบุ๊คกันเป็นส่วนใหญ่

ชนิดาก็เหมือนกัลล์

 

และแล้ววันนี้ก็ได้ฤกษ์ดีเข้ามาพิจารณา

กระทู้นี้และข้อความจากท่านอาจารย์ซักที

 

ซึ่งช่วงหลังๆนี้

ชนิดามักจะนึกถึงคำถาม

ที่ท่านอาจารย์ฝากไว้ให้ทุกคน

พิจารณาหาคำตอบให้ได้ว่า

1.พวกเราเป็นใคร

2.มาจากไหน

3.มาเพื่ออะไร

4.แล้วจะไปไหน 

 

ถึงแม้ว่าจะยังหาคำตอบ

ข้อที่ 1และ 2 ไม่ได้แบบแน่ชัดนักก็ตาม

 

แต่สำหรับข้อ3 นั้น

ได้คำตอบให้กับตนเองแล้วว่า

ถึงแม้ทุกคนจะมีอดีตและมาจากภพภูมิที่แตกต่างกัน

แต่มนุษย์ทุกคนที่เกิดมา

ล้วนมาพร้อมกับหน้าที่สำคัญทั้งสิ้น

ซึ่งหน้าที่หลักนั้น ก็คือ พวกเรามา

เพื่อค้นหาทางพ้นทุกข์ชั่วนิรันดร์ให้ได้

แล้วยังต้องใช้วิธีที่เราได้ค้นพบนั้น

ไปทำให้คนอื่นๆได้พบกับความสุขนิรันดร์

เช่นเดียวกับเราให้ได้

แต่มันต้องเริ่มที่เราก่อน

 

ซึ่งช่วงนี้จะเห็นว่า

ท่านพ่อและท่านอาจารย์เมตตา

ติวเข้มพวกเราให้ทำหน้าที่อย่างเชิงรุก...กันซักที

 

ส่วนข้อสุดท้าย ชนิดาว่า

ลูกบ้านสวนฯทุกคน

ต่างมีความคิดเหมือนๆกันว่า

ที่ไปหรือเป้าหมายของพวกเราทุกคนคือ 

แดนทิพย์นิพพาน แน่นอนค่ะ

 

 

และจากวิบากกรรมที่ชนิดาได้รับในชาตินี้

พอจะบ่งบอกได้ว่า

น่าจะสร้างบาปหนักไว้อย่างมากมายในอดีตชาติ

 

แต่การที่ได้มาพบท่านอ.อุบลแห่งบ้านสวนพีระิมิด

ก็บ่งบอกได้เช่นกันว่า

อดีตคนบาปหนาอย่างเรา

ก็คงจะสร้างบุญมาไม่น้อยเช่นกัน...

 

ไม่งั้น คงไม่ได้มาพบผู้นำอันยิ่งใหญ่

ทางจิตวิญญาณอย่างท่านอาจารย์แน่ๆค่ะ ....

 

 

ถ้าได้รู้อดีตที่เคยผิดพลาด

แล้วนำมาแก้ไขชีวิตในปัจจุบัน

ก็คงจะทำให้เรามีอนาคตที่สดใส สวยงาม

และ เป็นสุขนิรันดร์ตลอดไป....สาธุ ....

 

แต่ถึงแม้จะยังไม่รู้อดีต

ก็ขอเดินตามรอยท่านอาจารย์

ด้วยการหมั่นทำทาน รักษาศีล

และ หมั่นขัดเกลาจิตใจของตน

ให้บริสุทธิ์อยู่เสมอๆค่ะ 

ผู้แสดงความคิดเห็น ชนิดา เชิงสะอาด ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-03-10 05:08:43


ความเห็นที่ 68 (1654088)

ซึ่งช่วงหลังๆนี้

ชนิดามักจะนึกถึงคำถาม

ที่ท่านอาจารย์ฝากไว้ให้ทุกคน

พิจารณาหาคำตอบให้ได้ว่า

1.พวกเราเป็นใคร

2.มาจากไหน

3.มาเพื่ออะไร

4.แล้วจะไปไหน

 

*********

 

ขอบคุณค่ะคุณชนิดา

ที่ช่วยรื้อฟื้นคำถาม 4 ข้อ ของท่านอาจารย์ขึ้นมา

ให้พวกเราได้หาคำตอบให้กับตนเอง

ว่า

 

1.พวกเราเป็นใคร

คิดว่าเป็นดวงจิตที่เวียนว่ายตายเกิดมาหลายภพชาติ

ลองสังเกตุดูต้นทุนชีวิตจากชาติปัจจุบัน

ว่า

ได้สร้างเหตุใดไว้กับใคร ทำกรรมดี-ชั่วไว้อย่างไร

(ทำผิดศีลข้อไหนมา)

เราก็จะมาเจอกับบุคคลประเภทเดียวกัน

ได้รับผลอย่างเดียวกันกับที่เคยทำมาจากอดีต

เหมือนเป็นเจ้ากรรมนายเวรจองจำกันไว้

ผลัดกันเอาคืนมาหลายภพชาติ

รวมทั้งชาติปัจจุบันด้วย

 

*** สงสัยเราจะต้องหักอกคนมาเยอะแน่ๆ

ชาตินี้จึงโดนมิใช่น้อย สมควรแล้วอ่ะ

พอมาชาตินี้สัญญาเก่าก็ติดตัวมาเยอะมากด้วย

 

2.มาจากไหน

คิดว่ามาจากแหล่งเดียวกันคือดินแดนนิพพาน

แต่ว่าได้แยกย้ายกันลงมาเกิด

มาสร้างบุญ-บาปแต่ละภพชาติไม่เหมือนและไม่เท่ากัน

มาหลงมัวเมากับกิเลสในโลกมนุษย์

จึงต้องหลงวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารแห่งนี้

ไม่มีที่สิ้นสุด

 

 

3.มาเพื่ออะไร

คิดว่าพวกเราลูกบ้านสวนพีระมิดทุกคนที่ได้มาเจอกัน

มารู้จักกัน ร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน รักกัน

ต่างก็ได้เวียนว่ายตายเกิดกันมาหลายภพชาติ

ลองผิดลองถูกกันมาก็เยอะ

ล้วนมีความเบื่อหน่ายในวัฏสงสารนี้

ประกอบกับ

ต่างได้สร้างกุศลบารมีกันมาพอสมควร

จึงพร้อมใจกันร่วมกันอธิษฐานจิตในชาติใดชาตินึง

ขอติดตาม

ท่านอาจารย์อุบลซึ่งเป็นดวงจิตสำคัญ

เพื่อมาเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ในการทำภารกิจสำคัญของท่าน

ที่จะนำพาเหล่าดวงจิตทั้งหลายที่หลงทางอยู่นี้

ให้เดินทางกลับบ้านเดิมที่แดนนิพพาน

 

4.แล้วจะไปไหน

ตอนนี้ทุกคนก็คงมีคำตอบในใจของตนเองแล้ว

ว่า

ที่ ที่ต้องการไปที่สุดคือ

"แดนนิพพาน"

 

เท่านั้นค่ะ

สาธุ

 

 

*********

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ธัญญาภรณ์ พุกภัย พิสมัย (ฝรั่งเศส) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-03-11 02:54:52


ความเห็นที่ 69 (1654132)

แท้ที่จริงแล้ว ท่านพ่อดตาจินิน

องค์พระศรีอาริย์

และท่านอ.อุบล

ก็คือ ดวงจิตดวงเดียวกัน

มีความเห็นเช่นเดียวกันค่ะ

สวดมนต์บทพระศรี

อาริย์ 99 จบ

กลางคืนฝันถึงท่าน อ.อุบล

ซึค่งต้องขอขอบคุณท่านอ.อุบล

และทุกธรรมทาน

ท่านอ.อุบลอาจมาจากแดนไกล

(ความคิดเห็นจากจิตใต้สำนึก)

และผู้ที่ติดตามมาก็มาจากที่เดียวกัน

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ศุภรัฐ ปานธุเดช ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-03-11 20:47:51


ความเห็นที่ 70 (1654135)

 

เทพเจ้าท็อต
          เทพเจ้าที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญว่าเป็นเทพเจ้านักปราชญ์แห่งศิลป์วิทยาการทั้งปวงของของอาณาจักรไอยคุปต์ ก็คือ เทพเจ้าท็อต
เทพเจ้าท็อต  ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งความฉลาด จินตกวี และนักประดิษฐ์คิดต้น อีกทั้งยังได้รับการยกย่องเป็นเทพเจ้าแห่งการสื่อสัมพันธ์ เทพเจ้านักพูด และเทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ 
            ชาวไอยคุปต์ เริ่มนิยมเคารพบูชาเทพเจ้าท็อต  ในช่วงยุคก่อนราชวงศ์ฟาโรท์เดิม   ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งอาณาจักรต่ำ ในเขตดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ จึงมีความสัมพันธ์กับเทพเจ้า และเทวีต่างๆ มากมาย แต่ศูนย์กลางพิธีกรรมบวงสรวงพระองค์อยู่ที่นครเฮอร์โมโปลิส ในเขตอาณาจักรกลาง
            สัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์แทนเทพเจ้าท็อต ก็คือ นกกระสาปากยาวหรือสุนัขที่มีหัวเป็นลิงบาบูน แต่ที่คนทั่วไปรู้จักก็คือ รูปมนุษย์ที่มีศีรษะเป็นรูปหัวนกกระสาปากยาว ทรงสวมหมวกมงกุฎรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว และแผ่นจานรูปดวงอาทิตย์ และในฐานะที่ทรงเป็นเทพเจ้าของคนตาย บางครั้งก็สวมมงกุฎของเทพเจ้าโอซิริส คือ มีรูปแผ่นดวงอาทิตย์ ล้อมรอบด้วยงูเห่าแผ่พังพานและเขาสัตว์ กล่าวกันว่าสีเงินยวงของพระองค์ จะนำวิญญาณของคนตายข้ามท้องฟ้ายามรัตติกาล
            สาเหตุที่เทพเจ้าท็อตได้รับการยกย่องว่า เป็นพระหทัยของเทพเจ้ารา ก็คือ เทพเจ้าท็อตทรงมีพระสติปัญญาล้ำเลิศ   ทรงเป็นที่ปรึกษาและทรงมีอำนาจเป็นผู้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ จนเทพเจ้ารา ทรงรู้สึกพอพระทัยยิ่งนัก นอกจากนั้นเทพเจ้าท็อตยังเป็นหนึ่งในคณะผู้พิทักษ์เรือสุริยะเทพเจ้าราด้วย แต่ที่มีบทบาท
ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การเดินทางเข้าไปในทะเลทรายนูเบีย และเชิญเสด็จเทวีเทวีทฟนัท ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนพระเนตรของเทพเจ้ารา อีกพระองค์หนึ่งกลับคืนมา กว่าจะสำเร็จเทพเจ้าท็อตและเทพเจ้าชู ต้องปลอมพระองค์เป็นลิงบาบูน (ลิงใหญ่ที่มีปากคล้ายสุนัขจิ้งจอก ลักษณะที่เด่นมีกระพุ้งแก้มใหญ่หางสั้น)   ติด ตามเทวีเทฟนัทเข้าไป  จนใกล้เขตภูผาแห่งตะวันยามเช้า ที่เคยเป็นสถานที่ประสูติของเทพเจ้าโอซิริส และ เทพเจ้าท็อตต้องใช้มนต์วิเศษ หลายครั้ง จึงสามารถจับเทวีเทฟนัทได้
            บางตำนานเล่าว่า ขณะเสด็จกลับจากทะเลทรายนูเบีย เทพเจ้าท็อตทรงอภิเษกสมรสกับเทวีเทฟนัท
            ในคัมภีร์พีระมิดได้กล่าวถึงพระนามของเทพเจ้าท็อต สัมพันธ์กับราชตระกูลของเทพเจ้าโอซิริสด้วย แต่โดยทั่วไปแล้ว ชาวไอยคุปต์ มักเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นเทพเจ้าอิสระ และรับใช้เทพเจ้าโอซิริสในด้านให้คำปรึกษาด้านต่างๆ ต่อมาก็ได้ไปปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวรับใช้แทนเทพเจ้าฮอรัสด้วย 
            ในยุคราชวงศ์แรกๆ ศูนย์กลางพิธีกรรมบวงสรวงเทพเจ้าท็อต อยู่ในเมืองเคมเมนูด้านตะวันตก ซึ่งเทพเจ้าหลายพระองค์ ก็มีศูนย์กลางพิธีกรรมที่เมืองนี้ด้วย ต่อมาเมืองนี้เรียกชื่อใหม่ว่า เฮอร์โมโปลิส ซึ่งได้มีผู้ค้นพบอุโมงค์ใต้ดินกว้างใหญ่ไพศาล ตั้งชื่อว่าอุโมงค์ไอบีเรียม เนื่องจากพบซากมัมมี่นกกระสาและลิงบาบูนหลายพันตัว นอกจากนั้น ได้มีผู้ค้นพบทะเลสาบเทียมใกล้อุโมงค์ใต้ดิน พบว่าเป็นแหล่งอาศัยของนกกระสาศักดิ์สิทธิ์ ช่วงเวลาไม่ห่างกันมากนักก็ได้ต้นพบสุสานมัมมี่ศพนกกระสาและลิงบาบูน แห่งที่ 2 ที่เมืองซัคคารา
            กล่าวกันว่าในบรรดาผู้ชำนาญการใช้เวทมนตร์คาถา ตามตำราไอยคุปต์ที่แท้จริงนั้น เทพเจ้าท็อต ได้รับการยกย่องว่า    เป็นผู้ที่มีพระปรีชาสามารถสูงสุด เนื่องจากได้ทรงนิพนธ์เป็นคัมภีร์หลายเล่ม ถึงกับบรรดาสาวกที่เลี่อมใส ได้ร่วมกันสร้างหอสมุด รวบรวมหนังสือเวทมนตร์ ควบคุมพลังงานธรรมชาติ วิธี
ควบคุมเทพเจ้า ตลอดจนการใช้เวทมนตร์ในด้านต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์เทพเจ้าท็อต 
ในตำนานเทวีโอซิสได้กล่าวถึงเทพเจ้าท็อต ทรงสอนเวทมนตร์ให้พระนางโอซิสใช้ในโอกาสต่างๆขณะเสด็จไปรวบรวมชิ้นส่วนพระศพของเทพเจ้าโอซิริส เพื่อมารวบรวมทำมัมมี่พระศพใหม่ รวมทั้งเวทมนตร์ในการรักษาโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเจ้าชายฮอรัส ขณะทรงพระชนม์ที่เกาะแก่งแถบดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์
เทพเจ้าท็อตยังได้รับการยกย่องว่า   เป็นเทพเจ้าแห่งกาลเวลา ทรงเป็นเทพเจ้าพระองค์แรกที่แบ่งเวลาเป็นปี เป็นเดือนและในแต่ละเดือนมี 30 วัน ผลจากพระปรีชาสามารถด้านการคำนวณเวลา ทำให้ เทพเจ้าท็อต    ทรงเกิดแนวคิด ให้กำเนิดวิทยาการต่าง ๆ   เพิ่มขึ้นอีก  หลายสาขาวิชา   เช่น  คณิตศาสตร์  ดาราศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์
            ในตำนานได้เล่าถึงความฉลาดปราดเปรื่องของเทพเจ้าท็อตไว้น่าสนใจทิเดียว เทวีนัทได้ให้กำเนิดดวงอาทิตย์ ดวงดาวและดาวพระเคราะห์ต่างๆ ในช่วงที่เทพเจ้าราทรงเป็นฟาโรท์พระองค์แรก ปกครองโลกมนุษย์ หรืออาณาจักรไอยคุปต์  เทพเจ้าท็อตทรงพยากรณืว่า “หากเทวีนัทเทวีแห่งสวรรค์ ให้กำเนิดพระโอรสได้ในอนาคต พระราชโอรสพระองค์นี้   จะได้เป็นฟาโรท์ปกครองอาณาจักรไอยคุปต์ต่อไป” แต่ปรากฏว่าหลายปีต่อมาเทวีนัทไม่มีวี่แววว่าจะทรงครรภ์ พร้อมจะให้กำเนิดพระโอรสหรือพระธิดาแต่อย่างใด   เทพเจ้าราซึ่งหวังจะให้พระโอรสของเทวีนัท ได้ปกครองอาณาจักรไอยคุปต์แทน   ทรงรู้สึกกริ้วและได้สาปแช่งเทวีนัทว่า ไม่มีทางให้กำเนิดพระโอรสและพระธิดาได้อีกเลย ไม่ว่าจะเป็นวันใด ปีใด แต่เทวีนัทได้รับความช่วยเหลือจากเทพเจ้าท็อต โดยเทพเจ้าท็อตเสด็จไปท้าเทพเจ้าคอนชู เทพแห่งดวงจันทร์ เล่นเกมหมากรุกบนห้วงนภากาศ ชั้นที่สูงกว่าแนวโคจรของพระจันทร์   เทพเจ้าคอนชูนั้นจัดว่าเป็นเทพเจ้านัก การพนันผู้ยิ่งใหญ่ ครั้นได้รับคำท้าเช่นนั้นก็ตรัสตกลงทันที
            ผลจากการเล่นหมากรุก เทพเจ้าคอนชูไม่สามารถชนะเทพเจ้าท็อตได้ ยิ่งเล่นก็ยิ่งแพ้   ที่สำคัญก็คือ เทพเจ้าท็อตสามารถหลอกให้เทพเจ้าคอนชู ส่องแสงสว่างจ้านานเป็นพิเศษเพิ่มขึ้น 5 วัน นอกเหนือจากที่เคยส่องสว่างเต็มดวงเพียงวันเดียว  โคจรเปลี่ยนไปในแต่ละเดือน แต่ละปี ทั้งห้าวันนี้แทรกระหว่างสิ้นปีเก่ากับช่วงเริ่มต้นปีใหม่พอดี ก่อนหน้านั้นปีหนึ่ง มีเพียงสามร้อยสกสิบวัน จำนวนวันก็ยังคงเดิม
             ผลจากการแข่งขันเล่นหมากรุก   ทำให้พระจันทร์ไม่มีแสงสว่างพอส่องเต็มดวง ตลอดคืนวันเพ็ญ ในแต่ละเดือน และค่อยๆ ลดลงจนตกอยู่ในความมืด แล้วค่อยๆ ส่องสว่างเต็มดวงอีกครั้งหนึ่ง วันพิเศษ 5 วันนี้ มิใช่วันเวลาของปีใดปีหนึ่ง เป็นวันพิเศษแทรกเพิ่มขึ้นใหม่    ทำให้เทวีนัทให้กำเนิดพระโอรสและพระธิดาถึง 5 พระองค์ คือ วันแรกให้กำเนิดเจ้าชายโอซิริส วันที่ 2 ให้กำเนิดเจ้าชายฮาร์มาชิส   วันที่ 3 ให้กำเนิดเจ้าชายเซ็ต วันที่ 4 ให้กำเนิดเทวีไอซิส วันที่ 5 วันสุดท้ายให้กำเนิดเทวีเนปทิส
ผู้แสดงความคิดเห็น ศุภรัฐ ปานธุเดช ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-03-11 20:54:41


ความเห็นที่ 71 (1654136)

 

ตามตำนานเทพเจ้าโอซิริส    ได้กล่าวถึงเทพเจ้าท็อตตอนหนึ่งว่า เทพเจ้าท็อตมักจะมีบทบาทใหม่ และมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเสมอ นอกจากนั้นยังเป็นผู้เขียนกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรไอยคุปต์ด้วย  จากเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว ก็คือคำตอบที่ยืนยันว่า เพราะเหตุใดเทพเจ้าท็อต จึงได้ชื่อว่าเป็นเทพเจ้านัก ปราชญ์ เป็นพระเนตรของเทพเจ้ารา  มักจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับกับตำนานเทพเจ้าราและเทวีต่างๆ มากมาย     
เทพเจ้าท็อต   เป็นเทพเจ้าผู้ทรงปัญญาที่ได้รับการนับถือบูชา ในอาณาจักรไอคุปต์โบราณ   เป็นผู้ สร้างมหาพีระมิด   และเป็นผู้เขียนคัมภีร์มรกต จำนวน 12 แผ่น   เป็นคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ที่ถูกซ่อนไว้ใน มหาพีระมิด   ที่มีอายุเก่าแก่ถึง 63,000 ปีก่อนคริสตกาล  ภายหลังถูกค้นพบและได้รับการเปิดเผยข้อมูลออกมา ภายในคัมภีร์บันทึกวิวัฒนาการของมนุษย์ และการเปลี่ยนแปลงพลังงานของโลก นอกเหนือจากที่ได้กล่าวถึงการเสื่อมสลายของอารยธรรมยุคแอตแลนติสในหน้าแรกๆ 
ประเด็นสำคัญที่กล่าวถึงเรื่องนี้ ก็คือ เนื้อหาที่ระบุถึงการฝึกจิตที่ว่า เมื่อมนุษย์ได้ฝึกจิตถึงขั้นหึ่งแล้วจะรวมพลังจิตก่อเกิดเป็น “อภิจิตหมู่” ได้  เมื่อรวมเป็นอภิจิตหมู่จะมีพลังมหา ศาล สามารถส่งพลังในระดับสนามพลังแม่เหล็กแห่งดวงวิญญาณ เพื่อไปยกสนามพลังโลก เพื่อปรับสมดุลในกาแล๊กซี่ในระบบสุริยะจักรวาล หรือแม้แต่ในเอกภพได้ โดยต้องใช้จิตวิญ
ญาณบริสุทธิ์ของมนุษย์ไม่น้อยกว่า 11 คนขึ้นไป
ทำไมต้องเป็นเลขสิบเอ็ด
            เหตุผล ก็คือ เอกภพมีทั้งหมด 11 มิตินี่คือความลับที่สื่อไว้ในคัมภีร์มรกต ที่เทพเจ้าท็อตได้บันทึกไว้ในยุคนั้น ได้ใช้ความถี่การยกสนามพลังหรือการใช้พลังจิตในการยกหินก้อนมหิมา
นอกจากนั้น ยังมีการเชื่อมต่อกับวัตถุ อย่างเช่น คริสตัล จนเกิดพลังมหาศาล แต่ส่วนหนึ่งมาจากจิตมนุษย์   ที่มีระบบสมองจุลจักรวาล   หรือเชื่อมกับสนามพลังงานได้   ใช้พลังของจิตเชื่อมไปยังคริสตัล คริสตัลส่งพลังแสงไปยกก้อนหินที่มีน้ำหนักมาก มาเรียงต่อกันจนเป็นสถาปัตยกรรม  ที่ทำให้คนยุคหลังพิศวงงงงวย ในการสร้างประวัติศาสตร์โลกที่ยิ่งใหญ่ ก็คือ มหาพีระมิดนั่นเอง ซึ่งภายในมหาพีระมิดซ่อนพลังงานบางอย่างไว้ เป็นพลังงานที่ถูกเก็บไว้ในระดับของจิตวิญญาณ มานานแสนนานแล้ว ลึกลงไปไต้มหาพีระมิดใหญ่ หินศักดิ์สิทธิ์สีดำรูปทรงพีระมิดซ่อนตัวอยู่รอวันที่ถูกเปิดและดึงพลังมาช่วยโลก
หินดำมีลักษณะเช่นเดียวกับหินศักดิ์สิทธิ์ เป็นหินมาจากต่างดาวทั้งหมด เป็นหินจากนอกโลกที่มีพลังมหาศาล มีมาตั้งแต่ยุคสร้างโลกใหม่ๆ หินนี้ซ่อนไว้ในใจกลางมหาพีระมิด กษัตริย์ฟาโรห์ที่ว่ากันว่าเป็นผู้สร้างมหาพีระมิด   ก็เป็นการสร้างทับของเดิม ที่เป็นเพียงพีระมิดเล็กๆ   ซึ่งมีหินดำที่มีลักษณะเป็นพีระมิดอยู่ข้างใต้ โดยกษัตริย์ฟาโรห์ในยุคต้น ทราบว่าเป็นของวิเศษ จึงได้สร้างพีระมิดทับไว้ ฟาโรห์ยุคต่อมา จึงได้ทำตามโดยหารู้ไม่ว่า หินดำที่ซ่อนตัวอยู่ใต้มหาพีระมิด คือตัวส่งผ่านพลังงานจากจักรวาลมาสู่โลก เป็นตัวเชื่อมพลังงานจากดวงดาวต่างๆ นั่นเอง
ผู้ที่มีภูมิปัญญาชั้นสูงในอดีตหรือบรรพบุรุษของมนุษย์แต่โบราณนั้น รู้ล่วงหน้าว่าอีก 26,000 ปีข้างหน้า จะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นกับโลก ที่สำคัญได้คิดหาวิธีช่วยโลก จึงได้วางรหัสเพื่อเก็บหินศักดิ์สิทธิ์พีระมิดไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม สอดรับกับดวงดาวบนท้องฟ้า แล้วสร้างมหาพีระมิด   ครอบทับไว้..รอเวลา
            เมื่อใดก็ตามที่โลกเกิดสภาวะวิกฤตอย่างหนัก ไม่ว่าเป็นแกนกลางแม่เหล็กที่กำลังกลับขั้ว    หรือสนามพลังงานของโลกที่อยู่ในช่วงสภาวะว่าเปล่าไร้ภูมิคุ้มกัน เรียกว่า “ซีโร่พอยท์” ที่ส่งผลต่อมนุษย์ สิ่งมี ชีวิตทั้งหลาย และจิตวิญญาณทั้งหลายด้วย เมื่อนั้นสนามพลังสำรองที่ถูกเก็บไว้ในระดับจิวิญญาณ หรือในพีระมิดจะเปิดขึ้น แท่งพีระมิดสีนิลหรือหินดำที่ถูกเก็บไว้ใต้ล่างมหาพีระมิดใหญ่ จะพวยพุ่งพลังอันเร้นลับส่งต่อเนื่อง ไปยังสนามแม่เหล็กโลกในบรรยากาศระดับชั้นต่างๆ ไปจนถึงระดับคลื่นวิทยุ หรือในระดับสูงขึ้นไปอีก ที่ทำให้โลกเกิดความสมดุลโดยอัตโนมัติ
            *ได้มีกลุ่มสมาธิจิตหมู่ได้เดินทางไปเปิดรหัส เชื่อมรหัส และตั้งรหัส (ปี 2553 ดำเนินการก่อน21-22 ธันวาคม ค.ศ.2012) ด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อดึงพลังงานเดิมที่มีอยู่แล้ว จากหินดำหรือพีระมิดสีนิลที่มีฐานไฟฟ้าแม่เหล็กแรงสูงขึ้นมาให้ทำงาน ถ้าไม่มีวิญญาณธาตุเข้าไปเปิดรหัส พลังงานที่มีอยู่เดิมก็จะไม่ทำงาน
 กลุ่มสมาธิจิตหมู่ทำการเปิดรหัสโดยไปนั่งสมาธิหมู่ที่มหาพีระมิดแล้วดึงพลังจากหินดำ ซึ่งการเปิดรหัสต้องใช้พลังจากจิตวิญญาณของมนุษย์ส่งพลังด้วยกันหรือวิญญาณธาตุ อันนี้เป็นการเปิดรหัสด้วยกระแสจิต ที่จะสามารถเชื่อมพลังที่มีอยู่ในระดับจักรวาลทั้งหมดให้ช่วยโลกได้ และตั้งรหัสให้ทำงาน ในวันที่เกิดสุญญากาศของโลกหรือซีโร่พอยท์   เป็นการเปิดสนามพลังจักรวาล จะเกิดความสมดุลในการเชื่อมมิติ คลื่นต่างๆ ของพลังงานที่ส่งมายังโลก เกิดการเปิดรับและรับต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ในทุกรังสีจันทร์ติดต่อ กันโดยทุกวันขึ้น 15 ค่ำ จะเกิดการรับกระแสขึ้นที่มหาพีระมิด เนื่องจากเปิดรหัสไว้แล้ว* 
ขณะเดียวกันจิตวิญญาณชั้นสูงจากมิติอื่นๆ จะการติดตั้งระบบสัญญาณไปทั่วจักรวาล พลังงานที่ได้จะขยายออกไปเป็นล้านเท่าตัวทั่วทั้งจักรวาล
            มหาพีระมิดมีมานานกว่าการเกิดของฟาโรห์ แต่สร้างขึ้นโดยบุคคลผู้ทรงภูมิปัญญา เรียกว่าเป็นมนุษย์ก็ได้ เหนือมนุษย์ก็ได้ บ้างว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว เหล่านี้ เป็นไปได้ทั้งสิ้น บุคคลที่กล่าวถึงนี้ ได้นำหินที่มีพลังพิเศษ หรือหินดำรูปทรงพีระมิดมาวางไว้ในระดับสนามพลังงาน เพื่อปรับสมดุลของโลกในขณะ นั้น ซึ่งนับเป็นเวลานานแสนนานมาแล้ว มีเป้าหมายเพื่อให้มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับการกำเนิด สิ่งมี ชีวิตในระดับภูมิปัญญาชั้นสูงขึ้น เป็นกลจักรสำคัญในการทำให้โลกเย็นตัวลง ซึ่งผ่านวิกฤตแต่ละยุคในอดีต
            พีระมิดที่มีอยู่ทั่วโลก จะเชื่อมพลังงานถึงกัน   ที่เชื่อมพลังมายังหินดำหรือหินศักดิ์สิทธิ์   มารวมกับพลังบารมีพระจักษุธาตุขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งหมายถึง ส่วนยอดของมหาพีระมิดเป็นพระจักษุธาตุได้เชื่อมต่อพลังงานที่เป็นหินดำศักดิ์ สิทธิ์ฝังไว้ใต้มหาพีระมิด จะเชื่อมโยงพลังงานไปยังพีระมิดที่มีอยู่ทั่วโลก
            มนุษย์เราได้ผ่านยุคน้ำแข็งมาได้อย่างไร  ผ่านยุคที่มีไฟบรรลัยกัลป์ ผ่านยุคที่ภูเขาไฟระเบิดลูกแล้วลูกเล่า ผ่านยุคที่ร้อนไปด้วยอุณหภูมิที่สูงจนไม่เหมาะกับสิ่งมีชีวิตใดเลย จากนั้นเกิดยุคที่ฝนตกทั้งวันทั้งคืนซึ่งจะมีพลังงานที่เป็นตัวปล่อยกระแสคลื่นความถี่ เพื่อปรับสภาพแวดล้อมโลกให้เกิดความสมบูรณ์ และสอดคล้องที่จะเกิดสิ่งมีชีวิต พลังงานดังกล่าวได้ถูกวางไว้นานแสนนาน เกินยุคของการสร้างพีระมิด
            ตามพระไตรปิฎก ได้กล่าวว่า มวลมนุษย์เกิดจากอภัสราพรหมที่ลงมากินง้วนดิน ด้านคัมภีร์มรกตจำนวน 12 แผ่น ได้บันทึกเกี่ยวกับวิวัฒนาการของมนุษย์เช่นกัน   โดยบอกว่าเป็นแสงสว่างเดินทางมายังดาวเคราะห์โลก และวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ จากนั้นก็พัฒนาตนเองจนกลายเป็นผู้หยั่งรู้ในตัวเอง เป็นผู้ที่เข้าใจวิถีแห่งตน  ต่อมาจิตมนุษย์เสื่อมทรามลง   ด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง เต็มไปด้วยกิเลสและการแก่งแย่งชิงดีกัน สุดท้ายทำให้โลกสิ้นยุคลงไป
            เหมือนอาณาจักรแอตลันติสที่เคยรุ่งเรืองกลับล่มสลายลงเพราะมนุษย์ในนครแห่งนั้น ที่มีแต่กิเลลหรือความชั่วร้าย เทพเจ้าท็อตบอกว่า โลกในยุคอนาคต(ปัจจุบัน) ก็เช่นเดียวกัน โลกจะมีเหตุคล้ายคลึงกับนครแอตลันติส  มีการเปลี่ยนแปลงของธรรม ชาติและภัยพิบัติต่างๆ เกิดขึ้น ทางรอดของมนุษย์ ก็คือการค้นหาตนเอง...ต้องค้นพบตนเองด้วยการกระตุ้นตาที่สามและจักระ 7 การทำสมาธิด้วยแสงสว่าง การเชื่อมพีระมิด การส่งพลังความรัก ให้เชื่อมกระแสอย่างแท้จริง   เพื่อเชื่อมมิติที่ 5   มิติที่ 6   มิติที่ 7   มิติที่ 8และมิติที่ 9 ได้
            เทพเจ้าท็อตตรัสอีกว่า มนุษย์เราเดินทางข้ามเส้นแบ่งเวลาไปทุกหนทุกแห่งได้ด้วยความเร็วแสง ซึ่งตัวท่านเองได้เดินทางไปทั่วจักรวาล และเอกภพเพื่อเรียนรู้เช่นกัน พบว่ามีจิตวิญญาณอยู่ในมิติต่างๆ มาก มาย จิตวิญญาณทุกดวงเป็นแสงสว่างอยู่แล้ว  แต่ไม่รู้จักปรับกันเอง  ถ้าพวกเขาไม่สามารถปรับจิตวิญญาณของตนได้ ก็วนเวียนอยู่ในดาวเคราะห์โลก   เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์เรียนรู้จิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ของตนได้ ก็สามารถเดินทางข้ามมิติโลก....จากมิติที่ 4 ไปยังมิติอื่นได้ทั้งสิ้นในจักรวาลนี้
            ดังนั้น การฝึกจิตเท่านั้นที่จะทำให้มนุษย์หลุดพ้นจากกิเลส หรือกระแสที่ไม่ดี ถ้าเผื่อมนุษย์ที่มีวิวัฒนาการทางจิตสูง สามารถเชื่อมโยงตาที่สาม กับการขยายพลังจากโซล่าเพล็กซัส หรือจากจักระ สะดือ เพื่อเชื่อมพลังแห่งจักระหัวใจ จะรู้แจ้งในตัวเองได้ มีตาทิพย์ หูทิพย์ รู้ล่วงหน้าอนาคต หรือทำสิ่งดีงาม ในการช่วยเหลือมนุษย์ในการยกสนามพลังแม่เหล็กโลกได้
            เทพเจ้าท็อต ให้คำแนะนำอีกว่า   มนุษย์เข้าสู่ความรู้แจ้งได้...มนุษย์ต้องเปลี่ยนจิตสำนึกใหม่ แทนที่คิดเรื่องของตนเอง หรือมองแต่ความทุกข์ยากของตัวเอง ให้กลับเป็นรู้เท่าทันความทุกข์ยากเหล่านั้น ไม่ตก อยู่ในมายา หรือสิ่งที่เป็นวิถีชีวิตแบบมนุษย์ คือ หลุดพ้นไปจากความร่ำรวย ยากดีมีจนหรือการยึด ถือครอบครอง ไปสู่การพัฒนาทางจิตใจ เป็นการมองคุณค่าของมนุษย์ จากความคิดหรือการกระทำ ไม่ใช่   จากเสื้อผ้าหรือรูปลักษณ์ภายนอก
            คำสอนของท็อตก็คือ ทำให้จิตใจมีความสุข มีความรักต่อมวลมนุษย์ชาติ มีการปลดปล่อยตัวเองจากความกลัว มีจิตใจโอบอ้อมอารีต่อเพื่อมนุษย์ ไม่แบ่งแยกและไม่มองใครว่าด้อยต่ำ ทุกคนเหมือนเพชรที่บางเม็ด ที่ยังไม่ได้รับการเจียระไน หรือหาช่างมาเจียระไนไม่ได้   แต่ต้องให้โอกาสทุกคน ให้เจียระไนตัว เอง ถ้าช่วยเขาได้ ก็จงเป็นส่วนหนึ่งแห่งการมอบประสบการณ์แห่งจิตวิญญาณ มอบประสบการณ์ อันดีงามให้เขาด้วย แล้วเขาจะกลับมาช่วยโลก เปลี่ยนแปลงสิ่งที่ดีงามให้เกิดขึ้นแก่โลกนี้
           
 
ผู้แสดงความคิดเห็น ศุภรัฐ ปานธุเดช ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-03-11 20:59:02


ความเห็นที่ 72 (1654302)

 คุณศุภรัฐ ปานธุเดช คะ. รบกวนช่วยซ่อนอีเมลด้วยนะคะ. เพื่อความปลอดภัยกันผู้ไม่หวังดี และป้องกันสิ่งไม่ดีค่ะ

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น อัญชลา บุตรโส (อัญ) ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-03-12 20:53:43


ความเห็นที่ 73 (1654616)

 

กำเนิดมหาเทพ-มหาเทวี-อาณาจักรไอยคุปต์
เทพเจ้าราผู้ยิ่งใหญ่
        เทพเจ้ารา คือสุริยะเทพผู้ยิ่งใหญ่แห่งเฮลิโอโปลิส นครสุริยะ คำว่า รา หมายถึง ผู้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เป็นคำแรกที่นำมาใช้กับคำว่า Sun หมายถึงดวงอาทิตย์ ต่อมาได้กลายเป็นพระนามของเทพเจ้า
            เทพเจ้ารา มีสัญลักษณ์และมีพระนามเป็นจำนวนมาก นักปราชญ์ไอยคุปต์บางคน กล่าวว่า ที่สำคัญที่สุด คือ รา-ฮารัคเต  เป็นเทพเจ้าที่มีพระเศียรเป็นหัวเหยี่ยว ทรงสวมมงกุฎที่เป็นแผ่นวงกลมรูปดวงอาทิตย์ และงูเห่ากำลังแผ่แม่เบี้ย
            ฮารัคเต  หมายถึง เทพฮอรัสแห่งขอบฟ้ากว้างไกล ก็คือแหล่งกำเนิดของดวงอาทิตย์นั่นเอง หาก
พิจารณาถึงบทบาทสำคัญของเทพเจ้า รา-ฮารัคเต  ก็ถือว่าเป็นสุริยเทพ 
เฮลิโอโปลิส ที่ชาวไอยคุปต์เคารพบูชาตลอดมา

 

เทพเจ้าอะตุม
          เทพเจ้าอะตุมจัดว่าเป็นสุริยะเทพอีกองค์หนึ่ง ตามคำกล่าวสรรเสริญของนักบวชได้กล่าวยกย่องว่าเทพเจ้าอะตุมคือเทพเจ้าผู้สร้างจักรวาล
            พระนามของพระองค์เกิดจากคำคำหนึ่ง มีความหมายทั้งความสมบูรณ์และสิ้นสุดหรือยุติ แนวความคิดดังกล่าว จะเห็นได้เด่นชัดจากตำแหน่งของพระองค์ในฐานะพระบิดา แห่งเทพเจ้าหลายพระองค์
            พระองค์เป็นเทพเจ้าดั้งเดิมแห่งเมืองเฮลิโอโปลิส ก่อนเทพเจ้ารา แต่ในช่วงยุคแรกๆ เทพเจ้าทั้ง 2 องค์นี้ มีความสัมพันธ์ใกล้ขิดกันมาก มีลักษณะที่เหมือนกันหลายประการ จนยากที่จะแยกแยะความแตกต่างได้ นอกจากเทพเจ้าทั้ง 2 มีความสัมพันธ์กันตามตำนาน ยังมีเรื่องราวที่กล่าวถึงความคล้ายคลึงกันในลักษณะต่างๆ เริ่มตั้งแต่พระนาม เช่น บางครั้งเทพเจ้าอะตุมเป็นสัญญลักษณ์แทนดวงอาทิตย์ยามเย็น ขณะที่เทพเจ้าราแทนดวงอาทิตย์ยามเช้า
            เกี่ยวกับภาพเขียนเกี่ยวกับศาสนาพบว่า เทพเจ้าอะตุมสวมมงกุฎ 2 แบบ ของอาณาจักรไอยคุปต์ และในฐานะที่ทรงเป็นผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่าง ทรงถือเครื่องรางชนิดหนึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งชีวิต
            มีสัตว์หลายชนิดที่มีความสืบพันธ์กับเทพเจ้าอะตุม รวมทั้งสิงโต วัวตัวผู้ จิ้งจก จิ้งเหลน กิ้งกา พังพอน และงู
            ในรูปแบบของงูนั้น เทพเจ้าอะตุม แสดงถึงแนวความคิดเกี่ยวกับวาระสุดท้ายของจักรวาล ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างจะสลายไปจนหมดสิ้น เหลือพระองค์กับเทพเจ้าโอซิริสเท่านั้น
ในหนังสือคัมภีร์มรณะ ยังได้พูดถึงว่า มียุคหนึ่งซึ่งน้ำจะไหลบ่าท่วมโลก กลืนทั้งชีวิตของมนุษย์และเทพเจ้าหลายองค์หายลับไป เหลือเพียงเทพเจ้าโอซิริส และเทพเจ้าอะตุมเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ในร่างของพญางูยักษ์
            กล่าวกันว่าเตียงที่แกะสลักเป็นฐานสิงโตคู่ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครองผู้นอนตลอดทั้งคืน
 
กำเนิดเทพเจ้ารา
            ชาวไอยคุปต์บางแห่งเล่าว่า เทพอะตุม คือผู้สร้างเทพเจ้าราขึ้นมา แต่ที่เล่ากันทั่วไป ก็คือ เทพเจ้านัน เป็นผู้สร้างเทพเจ้าราขึ้นมา ตามแรงปรารถนาของเทพเจ้าราเอง
            เทพเจ้าราทรงคิดว่า พระองค์ทรงเกิดขึ้นจากแผ่นดินน้ำในยุคแรก แล้วห่อหุ้มด้วยกลีบดอกบัวบาน บางตำนานก็กล่าวว่า พระองค์เกิดในรูปร่างพญาหงส์ หรือที่เรียกว่า นกเบนนูแห่งสวรรค์ แล้วไปเกาะอยู่บนยอดเสาหินเหลี่ยมพีระมิด ที่เรียกว่า แท่งหินเบนเบน   ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นรังสีดวงอาทิตย์ จะเห็นได้ว่าสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดภายในวิหารของเทพเจ้าราที่เฮลิโอโปลิส ก็คือแท่งหินเบนเบน ตรงยอดจะมีแสงระยิบระยับเป็นประกายในช่วงเช้า ที่พระอาทิตย์ทอแสง
            มีเรื่องเล่าว่าเทพเจ้าราทรงเนรมิตเทพยดา คู่แรกขึ้นมา คือ เทพเจ้าชูและเทวีเทฟนัท ต่อมาเทพเจ้าชูและเทวีเทฟนัท ก็ได้ให้กำเนิด และเทวีนัท ซึ่งมีพระโอรสและพระธิดา คือ เทพเจ้าโอซิริส เทวีเนปทิส และเทพเจ้าเซ็ต ต่อมาเทพเจ้ารา เทพเจ้า และเทวีทั้ง 8 พระองค์ ก็ได้สร้างศูนย์กลางพิธีกรรมขึ้น และกลายเป็นสถานที่ชาวไอยคุปต์เคารพบูชาร่วมกันที่เมืองเฮลิโอโปลิส 
            แม้ว่าเทพเจ้าราจะเป็นผู้ให้กำเนิดเทพยดาดังกล่าว แต่จริงๆ แล้ว พระองค์ยังไม่มีชายา จน กระทั่งต่อมาได้พระชายาทรงพระนามว่า แร็ต คงประยุกต์มาจากคำว่า “รา” นั่นเอง และพระชายาแร็ตนี้ ยังมีพระนามอื่นอีก เช่น อูแซ็ส และเอิร์ทเฮคู หมายถึงความยิ่งใหญ่ของมนต์วิเศษ
            ยังมีเรื่องเล่าอีกว่าเทพเจ้ารา เป็นโอรสของเทพเจ้าเก๊บ และเทวีนัท โดยมีรูปร่างเป็นรูปวัวตัวเมีย ทุกๆ เช้า   เทพเจ้าราจะเกิดเป็นลูกวัว ส่วนในตอนเที่ยงวันจะเติบโตเป็นวัวตัวผู้ และตายในเวลาเย็น จากนั้นก็เกิดใหม่ในเช้าวันใหม่ต่อไปอีก
            เรื่องประหลาดอีกเรื่องหนึ่ง เล่าว่าเทพเจ้าราเกิดจากไข่ที่เทพเจ้าพทาห์ ปั้นด้วยดินเหนียว และเทพเจ้าเก๊บเป็นผู้ฟักไข่ จนกระทั่งเกิดเป็นห่านตัวหนึ่ง
ราแห่งเทพและเทวีทั้งมวล
          เทพเจ้าราทรงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระบิดาและราชาแห่งเทพยดา นอกจากนั้น ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นพระบิดาและราชาแห่งเทพยดา นอกจากนั้นยังได้รับการยกย่องอีกว่าเป็นพระบิดาของมนุษย์และสัตว์    รวมทั้งสิ่งที่มีชีวิตทั้งมวลในโลก เล่ากันว่ามนุษย์และสิ่งมีชีวิตเกิดมาจากพระเสโท    และน้ำพระเนตรของพระองค์
            ตามตำนานเล่าว่าในยุคแรก ๆ   เทพเจ้าราทรงปกครองโลก ที่อยู่เหนือจักรวาลที่พระองค์เนรมิตขึ้น ในยุคนั้นเรียกว่า ยุคทองของชาวไอยคุปต์ เนื่องจากเป็นยุคที่บรรดาเทพเจ้า และมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
            ต่อมาเทพเจ้าราทรงจำแลงแปลงพระวรกายเป็นร่างมนุษย์ เช่นเดียวกับชาวไอยคุปต์ ทั่วไป ซึ่งได้กลายเป็นฟาโรห์พระองค์แรกที่ปกครองอาณาจักรไอยคุปต์ จนเจริญรุ่งเรืองต่อกันมาหลายปี 
อย่างไรก็ตาม พระองค์ก็ไม่อาจปกครองอาณาจักรไอยคุปต์ ได้ตลอดไป เนื่องจากทรงชรามากขึ้น   และนับวันพระวรกายจะมีแต่ซูบผอมและอ่อนแอ   จนกระทั่งประชาราษฎร์บางกลุ่มคิดแข็งข้อต่อต้าน จนต้องเชิญบรรดาเทพยดามาชุมนุมร่วมกัน และพระองค์ได้ตรัสถามความเห็นว่า พระองค์ควรใช้พระเนตร (ตาไฟ) เผาผลาญทำลายชีวิตกลุ่มบุคคลดังกล่าวให้วอดวายไปในพริบตาดีหรือไม่ แต่ได้รับข้อเสนอว่าการกระทำดังกล่าว   จะทำให้ชีวิตคนดีที่ไม่มีความผิดพลอยถูกทำลาย อีกทั้งธัญพืชธัญญาหารและผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์   คงจะถูกเผาผลาญเป็นทะเลทรายไปด้วย ควรใช้หนทางอื่นปราบปราม เฉพาะกลุ่มคนชั่วร้ายเท่านั้น ดูจะเหมาะสมกว่า
ด้วยเหตุดังกล่าว   เทพเจ้าราจึงได้วางแผนใหม่ โดยได้เนรมิตเทวีอาเทอร์เป็นร่างสิงโตตัวเมียสูงใหญ่และดุร้าย ออกไปล่าเหยื่อกลุ่มมนุษย์ชั่วร้าย ได้ฉีกเนื้อมนุษย์และดื่มเลือดเป็นอาหาร
แต่ในภายหลังเทพเจ้ารารู้สึกเศร้าพระทัย ที่มนุษย์ล้มตายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสิงโตเมามันกับการกินเนื้อมนุษย์และดื่มเลือดมนุษย์ โดยไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดโดยง่าย จึงได้วางแผนยุติความบ้าคลั่งของสิงโต และอภัยโทษให้ประชาชนเหล่านั้น กลับไปใช้ชีวิตในเมืองอย่างสันติสุขเช่นเดิม
        ในที่สุดเทพเจ้าราทรงตระหนัก ถึงปัญหาต่าง ๆ ในการปกครองโลกมนุษย์ จึงคิดที่จะละจากการปกครองโลก 
ดังนั้น   พระองค์จึงทรงวัวตัวเมีย (หรือเทวีนัท) เหาะขึ้นไปสู่สวรรค์   ส่วนเทพเจ้าและเทวีได้ตามเสด็จ โดยเกาะติดกับท้องวัวไปด้วย และได้กลายเป็นดวงดาวต่างๆ ในเวลาต่อมา
ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ทำให้สวรรค์กับโลก   เทพเจ้ากับมนุษย์ แยกจากกันโดยปริยาย กลายเป็นโลกใหม่นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ส่วนเทพเจ้าราทรงสละตำแหน่งผู้ปกครองโลก ให้แก่เทพเจ้าท็อต (เทพเจ้า แห่งดวงจันทร์) ที่นำแสงสว่างกลับมาสู่มวลมนุษย์   นี่คือเรื่องราวที่ชาวไอยคุปต์   เล่าถึงในชีวิตประจำวัน ช่วงที่ดวงอาทิตย์มืดมิด หรือหายไปในตอนกลางคืน แต่มีดวงจันทร์กลับมาให้ความสว่างแทน
            เล่ากันว่า ดวงอาทิตย์หรือเทพเจ้าราจะเดินทางข้ามขอบฟ้า จากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกเป็นประจำทุกวัน เทพเจ้าราจะเสด็จไปโดยเรือแมนเจ็ต   ซึ่งมีเทพเจ้าบริวารตามเสด็จจำนวนหนึ่ง   รวมทั้งเทพเจ้าเก๊บ และทำเจ้าที่ประทับอยู่บนหัวเรือคอยทำลายศัตรูของเทพเจ้ารา ที่มักขวางทางขณะข้ามขอบฟ้าเป็นประจำ หัวหน้ากลุ่มศัตรูของเทพเจ้ารา ก็คือ พญางูยักษ์เอเป็ป ที่อาศัยอยู่ในวังน้ำลึกของแม่น้ำไนล์ ด้วยเหตุนี้ จึงมีการสู้รบกันเป็นประจำ
            มีตำนานประหลาดเล่าว่า   เทพเจ้าราทรงเกิดขึ้นตอนเช้าจะเป็นเด็ก ในตอนเที่ยงก็จะเป็นผู้ใหญ่ครั้นถึงตอนเย็นก็จะเป็นคนชรา ซึ่งต้องตายในคืนนั้น เรื่องนี้สอดคล้องกับตำนานเทพเจ้ารา   ขณะทรงปกครองโลก โดยได้เล่าว่า เมื่อเทพเจ้าราเสด็จลงประทับเรือ เดินทางในยามรัตติกาล ก็จะจำแลงเปลี่ยนพระเศียรเป็นรูปหัวแกะ ซึ่งพระองค์ก็ทรงมีพระนามอีกว่า อัฟ รา หรือ อัฟ ซึ่งหมายถึง ซากศพคนตาย
พระองค์เดินทางตลอดสิบสองชั่วโมงแห่งความมืด เรือที่ประทับมีชื่อว่า เมเช็ค เค็ต หรือเรือยามราตรี
                ตามความเชื่อของชาวไอยคุปต์ เชื่อว่าวิญญาณของฟาโรห์ เสด็จสวรรคตไปแล้ว (รวมทั้งมนุษย์ในช่วงต่อมา) จะอยู่ในรูปดวงดาว จะคอยรับใช้เป็นลูกเรือของเรือสุริยะ ดวงดาวเหล่านั้น ก็จะไม่ตกในระหว่างช่วงกลางวัน ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ เนื่องจากแสงอันเจิดจ้าของดวงอาทิตย์
                 เทพเจ้าและเทวีคู่แรกของไอยคุปต์
          เทพเจ้าและเทวีคู่แรกที่เทพเจ้าราทรงเนรมิตขึ้นบนแผ่นดินไอยคุปต์ ก็คือ เทพเจ้าชูและเทวีเทฟนัทคำว่าชู หมายถึง ยกขึ้น   เป็นความหมายที่แสดงให้เห็นว่า   ทรงยึดพระโอรสพระธิดาไว้ คือเทพเจ้าเก็บหรือเทพเจ้าแห่งโลก และเทวีนัทที่เป็นเทวีแห่งท้องฟ้า ดังนั้นพระองค์ทรงเป็นเทพเจ้าแห่งอากาศ ต่อมาได้รับยกย่องเป็นเทพเจ้าแห่งแสงสว่างด้วย
            ภาพเขียนที่ปรากฏตามวิหารต่างๆ สัญลักษณ์ของเทพเจ้าชู แสดงเป็นรูปมนุษย์ปักขนนกกระจอก เทศไว้บนเศียร   สัญลักษณ์อีกแบบหนึ่งก็คือ    เสาทั้ง 4 ค้ำโลกเอาไว้   ช่วยให้พระองค์แบกทรงฟ้าเอาไว้นั่นเอง
            นักบวชแห่งเมืองเฮอร์โมโปลิสอ้างว่า ช่วงที่เทพเจ้าออรัสทรงดำรงตำแหน่งฟาโรห์แห่งอาณาจักรไอยคุปต์ ที่เมืองเฮลิโอโปลิส เชื่อกันว่าเทพเจ้าชู คือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของเทพเจ้ารา
            เทวีเทพนัทคือพระชายาของเทพเจ้าชู ทรงเป็นเทวีแห่งความชุ่มชื้น และได้ช่วยพระสวามีหนุนค้ำฟ้าเอาไว้ ชาวกรีกได้ยกย่องพระองค์เทียบเท่าเทวีเตมิสของพวกเขา
            จากภาพเขียนที่ปรากฏ ทรงมีสัญลักษณ์เป็นภาพสิงโตตัวเมีย หรือสตรีที่มีศีรษะเป็นรูปหัวสิงโตทั้งเทวีเทฟนัทและเทพเจ้าชูทรงเป็นผู้พิทักษ์ฟ้าด้านบูรพาและด้านปัศจิมทิศ
            กล่าวกันว่าเตียงที่แกะสลักเป็นฐานสิงโตคู่ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยคุ้มครองผู้นอนตลอดทั้งคืน
 
 
    
ผู้แสดงความคิดเห็น ศุภรัฐ ปานธุเดช ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-03-18 00:43:35


ความเห็นที่ 74 (1654721)

ถ้าคนทุกคน

สามารถจดจำอดีตชาติของตนเองได้

ทุกภพทุกชาติ ก็คงจะดีไม่น้อย

เพราะจะได้นำมาคิด

พิจารณา

แก้ไขข้อบกพร่องในอดีต

ทำให้ชาติปัจจุบัน ดีกว่าชาติที่ผ่านๆมา

หรือไม่ก็ ไม่ปรารถนาที่จะกลับมาเกิดอีกเลย

ก็คือ ขอเลือกไปอยู่แดนทิพย์

นิพาาน

กับพระพุทธองค์ หรือ

พ่อของเรา

นั่นเอง

............................................

 

อ.แม่อุบลครับ

สิ่งนี้ต้องเป็นกฎธรรมชาติอย่างหนึ่ง

ที่ทำให้เราจดจำอดีตชาติไม่ได้

เพราะในทางตรงกันข้าม ความโลภ โกรธ หลง นี้ละได้ยาก

กลัวว่าคนที่คิดไม่ได้ก็จะยิ่งยึดติดกับอดีตชาติ

ว่าคนนี้เคยเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นสามีภรรยา

ทรัพย์สมบัติเหล่านี้เราเคยสร้าง เคยหามา

ก็จะทำให้เกิดการช่วงชิง

หรือมีความอาฆาตแค้นต่างๆ ตามมา

จะเกิดความวุ่นวายมาก

เพราะกิเลสตัณหาซึ่งเป็นกรรม

มันห่อหุ้มใจให้คิดดีไม่ได้

สมเด็จพ่อตรัสสอนมาสองพันกว่าปีแล้ว

ให้ละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์

คนเราก็ยังเป็นเช่นเดี๋ยวนี้

มันไม่ยอมจำสิ่งดีๆ

เป็นความคิดเห็นนะครับ

 

 

 

 

ผู้แสดงความคิดเห็น ชุณหพงศ์ ทองศรี ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-03-19 10:52:19


ความเห็นที่ 75 (1654793)

 ถ้าคนทุกคน 

สามารถจดจำอดีตชาติของตนเองได้

ทุกภพทุกชาติ ก็คงจะดีไม่น้อย

เพราะจะได้นำมาคิด

พิจารณา

แก้ไขข้อบกพร่องในอดีต

++++++++++++++++++++++++++++

จริงที่สุดเลยครับท่านอาจารย์

เพราะถ้าพวกเราสามารถจดจำเรื่องราวในอดีตชาติได้

เราก็จะรู้ว่าเคยทำผิดพลาดอะไรมาบ้าง 

และก็จะได้ปรับปรุงตัว ไม่หันกลับไปทำความผิดอย่างเดิมอีกครับ

ซึ่งเบสคิดว่าหากเราจำเรื่องราวเก่าๆได้หมด

ก็จะทำให้เราเห็นธรรมะได้มากขึ้น ได้รู้จักใช้ชีวิตมากขึ้น

อีกทั้งถ้าจดจำเรื่องราวในชาติต่างๆได้

นั้นก็หมายถึงเราจะได้รู้ที่มาของเรา จะได้สะสางสิ่งที่เคยทำผิดไว้

จะได้มีโอกาส สำนึกผิด

และทำความดี และทำบุญ อุทิศให้กับคน หรือสัตว์ที่เราได้เคยทำร้ายเขาเอาไว้

ทั้งที่ทำเองหรือทำด้วยหน้าที่ก็ตาม

แล้วพวกเราก็จะประณีตขึ้น เพราะได้รู้ว่า การเกิด แล้วตาย

ตายแล้วเกิด มีจริง ตายแล้วไม่สูญ ก็จะทำให้เรากลัวการทำบาปมากขึ้น

และจะสามารถทำให้เราหันมาทำความดี มั่งคงในความดี และรักษาศีลกันได้มากขึ้นด้วยครับ 

ผู้แสดงความคิดเห็น พัฒนพงศ์ ปรับโตวิดโจโย ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-03-19 23:25:13


ความเห็นที่ 76 (1654808)

 

คุณแก้ว กันยภัทร ฝาก post -ขอใส่ในกระทู้ที่มี update ค่ะ

ประสบการณ์บำบัดผู้ป่วยของพยาบาลแก้ว กันยภัทร
คนไข้ชื่อ รต. พิษณุพร อุไทยธุราทร อายุ 78ปี
มีอาการเส้นเลือดสมองตีบ อัมพฤกษ์ แขนขาซีกซ้ายอ่อนแรง หนังตาตก ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ใช้ walker เดิน อาการรุนแรงคือแขนข้างซ้ายสั่น กระตุกแรงต่อเนื่อง นานจนกระทั่งหายใจหอบเหนื่อย ญาติช่วยจับแขนไว้อาการสั่นจึงทุเลาลง แก้วจึงรักษาดังนี้;
1 ทำน้ำทิพย์ จากจี้รุ่นต่างๆดังนี้ จี้สามร่มโพธิ์ศรี 10 องค์
 จี้ท่านพ่อดตาจินิน 4 องค์
จี้พระศรีอารย์ 1 องค์
จี้รุ่นแรก1 องค์
ต่างหูพีร่ทิด  5 ชั้น  1 คู่
เมื่อหยดน้ำทิพย์ใส่มือ สั่นน้อยลง 30%
2.ให้มองจี้ท่านพ่อดตาจินิน และสามร่มโพธิ์ศรี ลุงเขาเห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจี้นั้น แต่งชุดสีขาว ใส่ชฎา หลังจากมองจี้สั่นเท่าเดิม
3.ใช้ดัชนีไฉไล จากท่านอาจารย์อุบล ดีขึ้น 50%
4.ไต่สวนกรรม ลุงทำผิดศีลข้อ 1; คือ ฆ่าคนตาย 98คน(ผกค97คน เพื่อนทหาร 1คน) ฆ่าไก่2ตัว ฆ่าปลา มด ปลวก กักขังสัตว์เลี้ยง;นก งูลิง
ใช้มือตบเพื่อนทหารหลายคนนับไม่ถ้วน ศีลข้อ 2; ตอนเด็กเคยขโมยตังค์แม่ 4 บาท ศีลข้อ3; ลุงไม่ยอมรับว่าเคยทำผิด (ปล่อยให้ปวดหลังไป)ศีลข้อ4;เคยด่าว่าเพื่อนทหาร ศีลข้อ5;เคยดื่มเหล้าเยอะมาก ใช้ขวดเหล้าทำรั้วบ้านได้
ให้ขอขมาพระพุทธเจ้าที่ทำผิดศีล เรื่องฆ่า ผกค.ลุงบอกว่าถ้าเราไม่ฆ่าเขา เขาก็ฆ่าเรา ฆ่าตามหน้าที่ จึงบอกลุงว่าไม่ว่าฆ่าด้วยสาเหตุใดก็ตาม ถือว่าเราเป็นผู้ทำร้ายชีวิตเขา เราต้องสำนึกผิดและขอโทษเขา ลุงยอมทำตามเป็นผลให้อาการดีขึ้น 80% ลุงเขาอธิษฐานกับพระพุทธเจ้าว่าจะรักษาศีล5 จไม่ทำสิ่งผิดๆอีก แบบที่เคยทำทั้งหมด
ผลก็คือลืมตาได้มากขึ้น หน้าตาสดใสขึ้นแบบเห็นได้ชัด ขาที่อ่อนแรง หลังไต่สวนกรรม ขามีแรงมากขึ้น เดินได้คล่องขึ้น สรุปคือ อาการดีขึ้น 80% หายไม่หมดเพราะลุงเขาสารภาพไม่หมด ลุงเขาดีใจและตื้นตัน ยกมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจี้ ไหว้แล้วไหว้อีก บอกให้มาขอบคุณท่านอจ.อุบล และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกๆพระองค์ที่รักษาอจ.อุบล

ผู้แสดงความคิดเห็น ธารีรัตน์ กะลัมพะเหติ ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-03-20 09:51:07


ความเห็นที่ 77 (1657343)

 

อนุโมทนาบุญธรรมทานจากคุณศุภรัฐเรื่องเทพจากไอยคุป

และโมทนาบุญเรื่องการบำบัดของคุญแก้วด้วยค่ะ

แต่มีข้อสงสัยเรื่องการใช้จี้ทำน้ำทิพย์ว่า

เราสามารถใช้จี้ที่เราได้บูชามาไม่ว่าจะกี่องค์ก็ตามที่มีอยู่ทั้งหมด

ทำน้ำทิพย์ในคราวเดียวรวดก่อนการบำบัดได้ใช่ไหมคะ

หรือแตะองค์นึงและรอดูผลแล้วค่อยแตะจี้องค์อื่นๆไปเรื่อยๆ

จนกว่าอาการจะดีขึ้น  ใครรู้ช่วยบอกทีค่ะ

ตั้งแต่ช่วงต้นๆเดือนนุชไปดูแลแม่ที่ต้องผ่าตัดและหลังพักฟื้น

ราว3อาทิตย์

จึงห่างจากการติดตามข่าวคราวบ้านสวนไปพักใหญ่ๆ

เพราะไม่มีคอมใช้ค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น คนึงนุช พงษ์ดี ตอบโดยสมาชิกวันที่ตอบ 2013-04-25 10:26:32



[1]


Copyright © 2010 All Rights Reserved.